Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2602/2517

พ.ศ. 2517 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกพิพาทมาตั้งแต่ พ.ศ. 2505ซึ่งโจทก์ก็รู้ดีแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจที่จะให้ผู้อื่นเช่าตึกพิพาทนี้ได้ดังนั้น การที่โจทก์กับจำเลยทำหนังสือสัญญาหมาย จ.2 เมื่อพ.ศ. 2513 ความว่า จำเลยยอมออกไปจากตึกพิพาททั้งที่โจทก์รู้ดีว่าตึกพิพาทไม่ใช่ของตนและปกปิดความจริงไว้ เช่นนี้เป็นพฤติการณ์ที่ฟังได้ว่าการทำสัญญาดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะจำเลยสำคัญผิดในสิ่งสารสำคัญว่าตึกพิพาทที่จำเลยเช่าอยู่นั้นยังเป็นของโจทก์อยู่หากจำเลยรู้ความจริงนี้แล้วจำเลยย่อมจะไม่ทำสัญญากับโจทก์สัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 119 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกพิพาท

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวเลขที่ ๕๒๕ ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินราชพัสดุ กรมธนารักษ์ จำเลยเป็นผู้เช่าตึกแถวชั้นล่างดังกล่าวจำนวน ๑ คูหา ครั้นต่อมาเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๑๓ จำเลยได้ตกลงทำหนังสือสัญญาไว้กับโจทก์ โดยจำเลยยินยอมขนย้ายสิ่งของพร้อมด้วยบริวารออกไปจากตึกแถวและส่งมอบตึกแถวดังกล่าวคืนแก่โจทก์ภายในกำหนด๖๐ วันนับแต่วันทำสัญญาจำเลยรับรองว่าจะไม่โต้แย้งคัดค้านสิทธิใด ๆของโจทก์อันเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวและสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุต่อกรมธนารักษ์เพื่อเป็นการตอบแทน โจทก์ยินยอมให้ค่าขนย้ายแก่จำเลย๓๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ได้ชำระเงินค่าขนย้ายดังกล่าวให้จำเลยรับไปในวันทำสัญญาเป็นเงิน ๑๕,๐๐๐ บาทแล้ว

ส่วนเงินอีก ๑๕,๐๐๐ บาทโจทก์จะชำระให้จำเลยเมื่อจำเลยพร้อมด้วยบริวารได้ขนย้ายส่งมอบตึกแถวดังกล่าวให้แก่โจทก์เรียบร้อยแล้ว ครั้นครบกำหนด ๖๐ วัน ตามสัญญาจำเลยและบริวารหาได้ปฏิบัติตามสัญญาไม่ ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยได้ยื่นขอสิทธิการเช่าตึกแถวและที่ดินราชพัสดุอันปลูกตึกแถวดังกล่าวของโจทก์ต่อกรมธนารักษ์ เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์อันมีต่อกรมธนารักษ์โดยจำเลยไม่มีสิทธิที่จะยื่นเรื่องราวขอสิทธิเช่าตึกแถวและที่ดินราชพัสดุจำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้บังคับขับไล่จำเลยและบริวารขนย้ายสิ่งของออกไปจากตึกแถวชั้นล่างเลขที่ ๕๒๕ โดยจำเลยไม่มีสิทธิได้รับค่าขนย้ายส่วนที่ยังเหลืออยู่อีกเป็นเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท จากโจทก์ให้จำเลยสละสิทธิการเช่าตึกและที่ดินพิพาทให้กับโจทก์ ให้จำเลยถอนเรื่องราวขอเช่าตึกและที่ดินพิพาทต่อกรมธนารักษ์ และห้ามไม่ให้จำเลยโต้แย้งคัดค้านสิทธิใด ๆ ของโจทก์อันเป็นเจ้าของตึกแถวและสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุต่อกรมธนารักษ์และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย

จำเลยให้การว่าที่จำเลยทำสัญญาดังกล่าวเพราะเข้าใจว่าตึกแถวเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ แต่ต่อมาจำเลยทราบความจริงว่าตึกแถวเป็นของกรมธนารักษ์ กรมธนารักษ์ได้บอกเลิกการเช่าตึกแถวและที่ดินที่ปลูกตึกแถวกับโจทก์แล้ว ที่จำเลยทำสัญญายอมออกจากตึกแถวจึงเป็นการเข้าใจผิดในข้อสารสำคัญ ตกเป็นโมฆะ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกพิพาทชั้นล่าง ให้จำเลยส่งมอบตึกแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย เมื่อส่งมอบแล้วให้โจทก์จ่ายเงินที่ยังค้างอยู่ตามสัญญาจำนวน ๑๕,๐๐๐ บาทแก่จำเลยห้ามจำเลยมิให้โต้แย้งคัดค้านสิทธิของโจทก์เกี่ยวกับการเช่าที่ดินต่อกรมธนารักษ์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินที่ปลูกตึกพิพาทเป็นที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง พลโทหลวงกาจสงครามได้เช่าที่ดินดังกล่าวแล้ว พลโทหลวงกาจสงครามกับโจทก์ซึ่งเป็นภริยาคนที่สามได้ร่วมทุนกันสร้างตึกพิพาทในที่ดินดังกล่าวเมื่อราว พ.ศ. ๒๔๙๐โดยกองรักษาที่หลวงกระทรวงการคลังยอมให้พลโทหลวงกาจสงครามเก็บค่าเช่าในการก่อสร้างจากผู้เช่าอยู่ได้มีกำหนด ๑๕ ปีนับแต่สร้างเสร็จเมื่อพ้นกำหนดแล้วพลโทหลวงกาจสงครามยอมยกตึกพิพาทให้แก่กองรักษาที่หลวงเป็นกรรมสิทธิ์เมื่อนับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๐ มา ๑๕ ปีตึกพิพาทจึงตึกเป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลังประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๕คดีฟังได้ว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกพิพาทมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๕ แล้วซึ่งโจทก์ก็รู้ดีโจทก์จึงไม่มีอำนาจที่จะให้ผู้อื่นเช่าตึกพิพาทนี้ได้ ดังนั้น การที่โจทก์กับจำเลยทำหนังสือสัญญาหมาย จ.๒ ท้ายฟ้องความว่าจำเลยยอมออกไปจากตึกพิพาททั้งที่โจทก์รู้ดีว่าตึกพิพาทมิใช่ของตน และปกปิดความจริงไว้เช่นนี้

ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นพฤติการณ์ที่ฟังได้ว่าการทำสัญญาดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะจำเลยสำคัญผิดในสิ่งสารสำคัญว่าตึกพิพาทที่จำเลยเช่าอยู่นั้นยังเป็นของโจทก์อยู่ หากจำเลยรู้ความจริงนี้แล้วจำเลยย่อมจะไม่ทำสัญญากับโจทก์อย่างแน่นอน สัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๙ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกพิพาท

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุธรรม วรรณแสง · สงวน สิทธิไชย · สนิท บริรักษ์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายวินิจ วินิจนัยภาค
ศาลอุทธรณ์ - นายพิศิษฐ์ เทศะบำรุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้