Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2599/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเป็นฝ่ายนำสืบก่อน ขณะจำเลยเบิกความโจทก์มิได้นำเอกสารซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นผู้ทำขึ้นเองมาถามค้านจำเลยไว้เลย เมื่อตัวโจทก์เบิกความถึงและอ้างส่งเอกสารจำเลยก็คัดค้านว่าศาลไม่ควรรับฟังเอกสารฉบับนี้ เพราะโจทก์ไม่ได้ซักค้านในขณะที่จำเลยเข้าเบิกความ จำเลยไม่มีโอกาสอธิบาย ดังนี้ศาลไม่รับฟังเอกสารดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองค้างชำระเงินยืมโจทก์ 759,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปีถึงวันฟ้อง ขอศาลพิพากษาให้จำเลยใช้ต้นเงินและดอกเบี้ยรวม 1,048,740 บาทแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การว่าจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์แล้ว คงค้างชำระเพียง 24,669 บาท กับดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 187,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ย 34,955 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปีนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2523 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้มีเพียงข้อเดียวว่า จำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์เป็นเงิน 572,000 บาท แล้วหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยทั้งสองชำระหนี้ค่าก่อสร้างแทนโจทก์ ตามคำสั่งของโจทก์ให้นายวิรัตน์ หวังทองธนาเป็นเงิน300,000 บาท มีใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.20 มาแสดงครั้งที่ 2ชำระให้โจทก์เป็นเงิน 272,000 บาท รวมชำระหนี้เงินกู้ให้โจทก์ทั้งสิ้น 572,000 บาท ฝ่ายโจทก์มีนายวิรัตน์ หวังทองธนาและตัวโจทก์เบิกความว่าเงินจำนวน 272,000 บาท ที่จำเลยที่ 2จ่ายให้โจทก์นั้นเป็นเงินค่าแบ่งผลกำไรที่เกิดจากการเข้าหุ้นส่วนก่อสร้างร่วมกันที่เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

ส่วนเงิน300,000 บาท ที่ได้รับจากจำเลยที่ 2 นั้น นายวิรัตน์เบิกความว่าเป็นเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ค่าก่อสร้างที่ถนนสาธรที่จำเลยที่ 2 กับนายวิรัตน์เข้าหุ้นส่วนกันทำการก่อสร้างศาลฎีกาเห็นว่าใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.20 มีข้อความว่าเช็ค 2 ฉบับ ซึ่งระบุเลขที่เช็คตรงกับสำเนาภาพถ่ายเช็คเอกสารหมาย ล.21 และ ล.22 นั้น เป็นเช็คที่จ่ายชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ตามสัญญากู้ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2522 และเป็นการชำระค่าก่อสร้างแทนโจทก์ตรงตามข้อนำสืบของจำเลยทั้งสอง นายวิรัตน์ผู้ออกใบเสร็จรับเงินดังกล่าวเองก็ยอมรับว่าลงชื่อในใบเสร็จรับเงินนี้จริง เพียงแต่บ่ายเบี่ยงว่าลงชื่อโดยไม่มีข้อความดังกล่าวอยู่ ข้ออ้างดังกล่าวของนายวิรัตน์ไม่มีเหตุผลให้รับฟังได้เพราะนายวิรัตน์เป็นผู้ประกอบธุรกิจการค้าซึ่งต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับเงินจำนวนมาก

ย่อมจะไม่ยอมลงชื่อในกระดาษเปล่าเป็นแน่ จึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองชำระหนี้ค่าก่อสร้างให้นายวิรัตน์ 300,000 บาทแทนโจทก์ ส่วนเงินจำนวน 272,000 บาทที่จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์นั้น โจทก์นำสืบตามข้ออ้างของโจทก์โดยส่งเอกสารหมาย จ.18 ซึ่งแสดงผลกำไรของการก่อสร้างอาคารเชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ พยานโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำเอกสารหมาย จ.18 ขึ้นเอง คดีนี้จำเลยเป็นฝ่ายนำสืบก่อน ขณะจำเลยที่ 2 เบิกความโจทก์มิได้นำเอกสารหมาย จ.18 มาถามค้านจำเลยที่ 2 ไว้เลย ครั้นเมื่อตัวโจทก์เบิกความถึงและส่งอ้างเอกสารนี้ก็ปรากฏตามบันทึกของศาลชั้นต้นว่าทนายจำเลยคัดค้านว่าศาลไม่ควรรับฟังเอกสารหมาย จ.18 เพราะทนายโจทก์ไม่ได้ซักค้านในขณะที่จำเลยที่ 2 เข้าเบิกความเกี่ยวกับเอกสารนี้ จำเลยที่ 2ไม่มีโอกาสอธิบาย เมื่อเป็นดังนี้อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 ศาลฎีกาจึงไม่รับฟังเอกสารหมาย จ.18

อนึ่งฝ่ายโจทก์มิได้ถามค้านเมื่อจำเลยที่ 2เบิกความเกี่ยวกับเงินจำนวนนี้ ทั้งนายวิรัตน์พยานโจทก์ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ว่าตนได้รับส่วนแบ่งผลกำไรเป็นเช็ค แต่ตอบทนายจำเลยว่าได้รับเป็นเช็คหรือเงินสดจำไม่ได้ ส่วนเอกสารหมาย ล.23 คือสำเนาภาพถ่ายเช็คที่จำเลยส่งอ้างระบุว่าจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้โจทก์นั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นเช็คของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ร่วมหุ้นในการก่อสร้างกับโจทก์และนายวิรัตน์เช่นนี้ย่อมฟังไม่ได้ว่าเป็นการจ่ายในการแบ่งผลกำไรดังที่โจทก์กล่าวอ้าง พยานจำเลยมีน้ำหนักมากกว่าพยานโจทก์ ฟังได้ว่าเงินจำนวน 272,000 บาท ที่จำเลยทั้งสองชำระให้โจทก์นั้นเป็นการชำระหนี้เงินกู้รายนั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้วฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · สมศักดิ์ เกิดลาภผล · สาระ เสาวมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5637/2558

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้ ร. เป็นผู้ดำเนินคดีนี้รวมทั้งให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ และ ร. มอบอำนาจช่วงให้ ก. เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทน ซึ่งตามหนังสือมอบอำนาจ มีข้อความว่า บริษัท น. โดย ร. ผู้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13145/2558

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลแรงงานเท่านั้นเป็นผู้ซักถามพยานของฝ่ายโจทก์หรือของฝ่ายจำเลย หรือพยานที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง โจทก์หรือจำเลยไม่มีสิทธิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12184/2553

การสืบพยานในคดีแรงงาน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า ในการสืบพยานไม่ว่าจะเป็นพยานที่คู่ความฝ่ายใดอ้างหรือที่ศาลแรงงานเรียกมาเองให้ศาลแรงงานเป็นผู…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9000/2550

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขออ้างพยานเอกสารเพิ่มเติม บัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 3 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรรคสาม ซึ่งศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วอนุญาตและสั่งให้จำเลยที่ 2 สำเนาให้แก่โจทก์ด้วยแล้ว เมื่อต้นฉบับเอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1904/2548

สำเนาทะเบียนบ้านซึ่งมีนายทะเบียนอำเภอรับรองถูกต้อง ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง กรณีจึงไม่จำเป็นต้องนำพนักงานเจ้าหน้าที่ที่รับรองสำเนานั้นมาเป็นพยานเบิกความรับรองอีก และแม้โจทก์เพิ่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้