คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทรับประกันภัยฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในการกระทำละเมิดขับรถยนต์ชนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ โดยโจทก์เป็นผู้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยในจำนวนเงินที่จ่ายเป็นค่าซ่อมรถยนต์ ๑๒๐,๐๐๐ บาท กับค่าชดเชยการเสียชีวิตของผู้ขับขี่ ๑๐,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่าไม่รับรองการเป็นนิติบุคคลของโจทก์ และปฏิเสธหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เหตุที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของจำเลยที่ ๑ แต่เป็นความผิดของรถยนต์อีกคันหนึ่งที่เลี้ยวกะทันหันเป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยที่ ๑ขับตามมาแฉลบออกไปทางขวามือ
ลักษณะขวางปิดทางเดินรถยนต์ที่สวนมา พอดีรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ขับสวนทางมาไม่อาจหลบหลีกได้ทันจึงเกิดชนกันขึ้น จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิดด้วยหากความเสียหายมีจริงโจทก์ก็ไม่ต้องรับผิดตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยเพราะโจทก์ได้ใช้ค่าเสียหายด้วยการสมยอมกับผู้เอาประกันภัย ค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องมาเกินไป ขอให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ซึ่งรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัย จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลเกี่ยวกับการตายของนายอุดม งามขำ ลูกจ้างผู้เอาประกันภัยจากผู้ทำละเมิดได้หรือไม่โดยวินิจฉัยว่า สัญญาประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเสี่ยงภัยถึงชีวิตของนายอุดม งามขำ เป็นสัญญาประกันชีวิตอย่างหนึ่งเพราะอาศัยความรณะของบุคคลเป็นเงื่อนไขแห่งการใช้เงินตามความหมายในมาตรา ๘๘๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามบทบัญญัติว่าด้วยประกันชีวิตไม่ได้ให้สิทธิผู้รับประกันภัยที่จะเข้ารับช่วงสิทธิแทนกันได้เหมือนอย่างการประกันวินาศภัย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องไล่เบี้ยเอาค่าเสียหายส่วนนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยรับผิดสำหรับรายการนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย
ผลคำพิพากษา
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ สำหรับรายการที่โจทก์ได้ใช้ค่าเสียหายให้ทายาทของนายอุดม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์