Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 257/2523

พ.ศ. 2523 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คนร้ายปล้นรถโดยสารของ ล. ไป และจับ ล. ไปกักขังไว้ เพื่อเรียกค่าไถ่ จำเลยที่ 3 ได้นำจดหมายคนร้ายมาให้ภรรยาของ ล. เรียกค่าไถ่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่ได้ร่วมกระทำการกับคนร้ายในการจับตัว ล. ไปหรือร่วมในการกักขัง ล. ทั้งไม่ได้สนับสนุนการกระทำดังกล่าวปรากฏเพียงว่าจำเลยที่ 3 ได้นำจดหมายคนร้ายมาแสดงต่อภรรยา ล. ดังกล่าวแล้วและเจรจาต่อรองค่าไถ่ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยที่ 3 ได้พูดกับภรรยา ล. หลังจากที่ ล. ถูกจับตัวไปว่าไม่ต้องร้อนใจหาเงินมาไถ่ก็แล้วกันและเมื่อภรรยา ล. จ่ายเงินให้จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 2 ก็เป็นผู้ขี่จักรยานยนต์ไปกับจำเลยที่ 3 ไปรับ ล. มา เช่นนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานกระทำการเป็นคนกลางเรียกทรัพย์สินที่มิควรได้ จากผู้ที่จะให้ค่าไถ่อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 315 แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ลงโทษตามมาตรานี้ แต่การเรียกค่าไถ่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำตามที่โจทก์กล่าวหาจำเลยมาในฟ้องแล้วนั่นเอง ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดหรือบทมาตราที่ถูกต้องที่ได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ได้จำเลยที่ 2 ที่ 3 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 315แต่ได้จัดให้ผู้ถูกคนร้ายเอาตัวไปได้รับเสรีภาพ ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาโดยมิได้รับอันตรายสาหัสหรือตกอยู่ในภาวะอันใกล้จะเป็นอันตรายต่อชีวิตจึงชอบที่จะได้รับการลดโทษให้น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 316

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ของนายลั่น ใช้ปืนยิงทำให้คนตาย และได้จับกุมเอาตัวนายลั่นไปเพื่อเรียกค่าไถ่และต่อมาจำเลยทั้ง 3 กับพวกได้ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังนายลั่นไว้เพื่อเรียกค่าไถ่ และขู่เข็ญนางเลื่อนภรรยานายลั่น ว่าถ้าไม่ยอมให้เงินจะตัดศีรษะนายลั่นนางเลื่อนจำต้องยอมเสียค่าไถ่ให้จำเลยทั้ง 3 กับพวก จำเลยกับพวกจึงยอมปล่อยตัวนายลั่น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289(6), 80, 309 วรรคสอง, 313, 314, 337 วรรคสอง, 340 วรรคสุดท้าย,340 ตรี, 83จำเลยทั้ง 3 ให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(6), 340 วรรคสุดท้าย, 340 ตรี, 83 กระทงหนึ่ง และมาตรา 313,309 วรรคสอง, 337 วรรคสอง, 83 อีกกระทงหนึ่ง

ความผิดในกระทงแรกให้ลงโทษตามมาตรา 340 วรรคสุดท้าย ซึ่งเป็นบทหนักให้ประหารชีวิตเสียโดยไม่จำต้องกำหนดโทษสำหรับความผิดกระทงหลัง สำหรับจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313, 309 วรรคสอง, 337 วรรคสอง, 83ให้ลงโทษตามมาตรา 313 ซึ่งเป็นบทหนักโดยจำคุก 20 ปี ส่วนจำเลยที่ 2ให้ยกฟ้อง ริบของกลางโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง, 313, 337 วรรคสอง, 83ให้ลงโทษตามมาตรา 313 ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก 15 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยทั้ง 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 นั้น ไม่ปรากฏว่าได้ร่วมกระทำการกับคนร้ายในการจับเอาตัวนายลั่นไปหรือร่วมในการหน่วงเหนี่ยวกักขังนายลั่นไว้แต่อย่างใด

ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้สนับสนุนการกระทำของคนร้ายเมื่อก่อนหรือขณะกระทำความผิดแต่อย่างใดด้วยเท่าที่ปรากฏจากพยานโจทก์ก็มีเพียงว่าหลังจากที่นายลั่นได้ถูกคนร้ายจับตัวไปแล้วราว 12 วัน จำเลยที่ 3 ได้นำจดหมายของคนร้ายที่ต้องการเงินค่าไถ่150,000 บาทมาแสดงต่อนางเลื่อน บทบาทต่อมาของจำเลยที่ 3 ก็คือเป็นคนเจรจาต่อรองกับนางเลื่อน ยอมลดจำนวนเงินค่าไถ่ลงเหลือ 70,000บาท และยื่นคำขาดว่าถ้าไม่ได้เงินใน 5 วัน นายลั่นจะถูกตัดคอส่งศีรษะมาตั้งที่หน้าบ้าน และเมื่อได้รับเงินค่าไถ่ 70,000 บาทจากนางเลื่อนแล้ว จำเลยที่ 3 ก็สามารถไปรับตัวนายลั่นจากคนร้ายมาส่งคืนให้นางเลื่อนได้ในวันเดียวกับที่ได้รับค่าไถ่นั้นเอง

ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 3นั้น มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยโดยเป็นผู้ช่วยพูดสนับสนุนกับนางเลื่อนหลังจากนายลั่นถูกจับตัวไปแล้วราว 6-7 วันว่าไม่ต้องร้อนใจ ขอให้ไปหาเงินสองแสนบาทมาไถ่ตัวนายลั่นก็แล้วกัน และหลังจากนางเลื่อนได้จ่ายเงินค่าไถ่ 70,000 บาทให้จำเลยที่ 3 แล้ว จำเลยที่ 3 ก็เป็นผู้ขี่จักรยานยนต์ไปกับจำเลยที่ 3 เพื่อไปรับตัวนายลั่นจากคนร้ายที่สะพานท่าปานมาส่งบ้านในคืนเดียวกันนั้นเองศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว พยานโจทก์ในเรื่องนี้ คือนายลั่นผู้ถูกจับตัวไปเรียกค่าไถ่ก็ดี นางเลื่อนผู้ถูกเรียกค่าไถ่ก็ดี ตลอดจนนายหวานซึ่งเป็นคนร่วมนำเงินค่าไถ่ 70,000 บาทไปมอบให้จำเลยที่ 3 ก็ดี พยานโจทก์เหล่านี้ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 2 ที่ 3 เองก็ยอมรับในข้อนี้ และยังอ้างว่าเป็นญาติผู้เสียหายด้วยซ้ำ จึงไม่มีเหตุที่น่าระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์เหล่านี้จะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าฝ่ายผู้เสียหายอาจเข้าใจผิดว่า

จำเลยที่ 3 จะหาเศษหาเลยกับจำนวนเงินที่คนร้ายเรียกร้อง จึงได้พาลดำเนินคดีกับจำเลยที่ 3 และลามมาถึงจำเลยที่ 2ด้วยนั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ถ้าหากกรณีเป็นเช่นนั้นจริง จำเลยที่ 2ที่ 3 ก็น่าจะกล้ายอมรับโดยเปิดเผยมาแต่แรกว่าตนได้มีส่วนเกี่ยวข้องช่วยเหลือเจรจากับคนร้ายเพื่อไถ่ตัวนายลั่นให้รอดชีวิตกลับคืนมาโดยสุจริตใจ มิได้มุ่งหวังประโยชน์จากเงินค่าไถ่รายนี้แต่อย่างใด แต่จำเลยที่ 2 ที่ 3 กลับนำสืบปฏิเสธว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นในการเรียกเงินค่าไถ่รายนี้แต่อย่างใดเมื่อข้อเท็จจริงกลับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้เรียกเงินค่าไถ่และรับเงินค่าไถ่ไปเสียเองเช่นนี้ จึงกลับเป็นข้อพิรุธที่แสดงให้เห็นว่า

จำเลยที่ 3 มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องในเงินค่าไถ่รายนี้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ที่สามารถนำจดหมายเรียกเงินค่าไถ่จากคนร้ายมาแสดงเป็นหลักฐานเพื่อติดต่อเรียกเงินค่าไถ่จากนายเลื่อนได้ก็ดี และสามารถใช้อำนาจต่อรองด้วยตนเองลดจำนวนเงินค่าไถ่ลงเหลือ 70,000 บาท โดยมีพวงกุญแจรถของนายลั่นมาแสดงให้นางเลื่อนดูด้วย เพื่อให้นางเลื่อนมีความมั่นใจในอำนาจต่อรองของจำเลยที่ 3 ก็ดี และการที่จำเลยที่ 3 เจรจายื่นคำขาดกับนางเลื่อนว่าถ้าไม่ได้เงินใน 5 วัน นายลั่นจะถูกตัดคอส่งศีรษะมาตั้งที่หน้าบ้านก็ดี ครั้นเมื่อจำเลยที่ 3 ได้รับเงินค่าไถ่70,000 บาทจากนางเลื่อนในเช้าวันที่ 27 เมษายน 2519 แล้ว จำเลยที่ 3ก็สามารถไปรับตัวนายลั่นจากคนร้ายกลับคืนมาได้ในคืนวันเดียวกันนั้นก็ดีพฤติการณ์เหล่านี้แสดงว่าจำเลยที่ 3 มีความสัมพันธ์กับคนร้ายถึงขนาดสามารถกระทำการติดต่อเชื่อมโยงเป็นคนกลางเรียกเงินค่าไถ่จากนางเลื่อนได้การกระทำของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวแล้วเข้าลักษณะกระทำการเป็นคนกลางเรียกทรัพย์สินมิควรได้จากผู้ที่จะให้ค่าไถ่อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 315 แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ลงโทษตามมาตรานี้แต่การเรียกค่าไถ่นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำตามที่โจทก์กล่าวหาจำเลยมาในฟ้องแล้วนั่นเอง

ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดหรือบทมาตราที่ถูกต้องตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งได้พูดสนับสนุนให้นางเลื่อนหาเงินสองแสนบาทมาไถ่ตัวนายลั่นก็ดี และเมื่อจำเลยที่ 3 มารดาตนได้รับเงินค่าไถ่ 70,000 บาทจากนางเลื่อนแล้ว จำเลยที่ 2 ก็เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปกับจำเลยที่ 3เพื่อไปรับตัวนายลั่นจากคนร้ายที่สะพานท่าปานก็ดีนั้น เป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำการด้วยกันกับจำเลยที่ 3 ในการเป็นคนกลางเรียกเงินค่าไถ่รายนี้สรุปแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำของจำเลย 2 ที่ 3 ยังไม่ถึงขั้นกระทำการจับเอาคนไปหน่วงเหนี่ยวกักขังเพื่อเรียกค่าไถ่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 ข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันกระทำการเป็นคนกลางเรียกทรัพย์สินมิควรได้จากผู้ที่จะให้ค่าไถ่อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 315 อย่างไรก็ตามจำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้จัดให้นายลั่นผู้ถูกคนร้ายเอาตัวไปได้รับเสรีภาพกลับคืนมาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา โดยนายลั่นมิได้รับอันตรายสาหัสหรือตกอยู่ในภาวะอันใกล้จะเป็นอันตรายต่อชีวิตแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงชอบที่จะได้รับการลดหย่อนโทษให้น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 316

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 315, 316, 309, 337(1), 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา 315, 316 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 3 ไว้คนละ 7 ปี 6 เดือนนอกจากที่แก้นี้แล้วให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทวี กสิยพงศ์ · สมบัติ วังตาล · ประทีป ชุ่มวัฒนะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้