Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2567/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ออกเช็คเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์ ถึงกำหนดสั่งจ่ายแล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะเงินในบัญชีไม่พอจ่ายจำเลยที่ 1 จึงออกเช็คพิพาทไปแลกเอาเช็คฉบับก่อนคืนเป็นการออกเช็คพิพาทเพื่อชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์นั่นเอง แม้โจทก์จะมีข้อตกลงกับจำเลยที่ 1 ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ซื้อสินค้าของโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ต้องออกเช็คลงวันที่ล่วงหน้าสั่งจ่ายเงินตามราคาสินค้ามอบให้โจทก์ไว้เพื่อนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร หากเรียกเก็บเงินได้ถือว่าเป็นการชำระค่าสินค้า หากเรียกเก็บเงินไม่ได้โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 ออกเช็คใหม่ไปแลกเอาเช็คเก่าคืนโดยต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ด้วยก็ตามเมื่อลักษณะข้อตกลงของจำเลยที่ 1และโจทก์ต่างมีเจตนาที่จะให้ใช้เช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารโดยจำเลยที่ 1 ได้ลงวันที่สั่งจ่ายไว้ในเช็คและยินยอมให้โจทก์นำเรียกเก็บเงินจากธนาคาร หากเรียกเก็บเงินได้ก็ถือว่าเป็นการชำระหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์ หากเรียกเก็บเงินไม่ได้ โจทก์จะยอมผ่อนผันให้จำเลยที่ 1 ออกเช็คใหม่มาแลกเช็คเก่าคืนก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ด้วย แสดงว่าจำเลยที่ 1และโจทก์เจตนาผูกพันกันตามกฎหมายลักษณะตั๋วเงินหมวดที่ว่าด้วยเช็คนั่นเอง หาได้มีเจตนาพิเศษที่จะมิให้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารขาดเจตนาที่จะกระทำผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คไม่ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแพ่งให้ชำระหนี้โดยรวมมูลหนี้ของเช็คพิพาทเข้าด้วย จำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ ศาลแพ่งได้พิพากษาตามยอม ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตนดังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 บัญญัติไว้ ดังนั้นหนี้ที่จำเลยที่ 1 ได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นจึงเป็นอันได้สิ้นผลผูกพันไป ก่อนที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำผิดบัญญัติเป็นคุณแก่ผู้กระทำผิด ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังนั้นสิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(3)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ โจทก์ได้รับเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาประตูน้ำ จำนวน 8 ฉบับ ฉบับที่ 1 เลขที่ 1364322 ลงวันที่ 20กันยายน 2528 จำนวนเงิน 254,320 บาทฉบับที่ 2 เลขที่ 1233453ลงวันที่ 25 กันยายน 2528 จำนวนเงิน 353,694.80 บาท ฉบับที่ 3เลขที่ 1364325 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2528 จำนวนเงิน 245,250ฉบับที่ 4 เลขที่ 1364324 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2528 จำนวนเงิน255,885 บาท ฉบับที่ 5 เลขที่ 1364337 ลงวันที่ 4 ตุลาคม2528 จำนวนเงิน 1,099,280 บาท ฉบับที่ 6 เลขที่ 1364338ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2528 จำนวนเงิน 254,320 บาท ฉบับที่ 7เลขที่ 1364326 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2528 จำนวนเงิน 520,422.50บาทและฉบับที่ 8 เลขที่ 1364328 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2528 จำนวนเงิน254,320 บาท

รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,237,492.30 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อและประทับตราของจำเลยที่ 1ร่วมกันสั่งจ่าย เป็นการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ต่อมาเมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดใช้เงิน โจทก์ได้นำไปเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็ค แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งแปดฉบับ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และขอให้นับโทษจำเลยที่ 2ต่อจากคดีหมายเลขดำที่ ช.1206/2529 คดีหมายเลขดำที่ ช.18403/2528และคดีหมายเลขดำที่ ช.3218, 3219/2529 ของศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2493 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และ 91 ให้ลงโทษเรียงกระทงความผิดฐานออกเช็คฉบับที่ 1 จำนวน 254,320 บาท จำเลยที่ 1 ปรับ 12,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 1 ปี ฐานออกเช็คฉบับที่ 2 จำนวนเงิน 353,694.80 บาทจำเลยที่ 1 ปรับ 12,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 1 ปี ฐานออกเช็คฉบับที่ 5 จำนวนเงิน 1,099,280 บาท จำเลยที่ 1 ปรับ 12,000 บาทจำเลยที่ 2 จำคุก 1 ปี ฐานออกเช็คฉบับที่ 6 จำนวนเงิน 255,320 บาทจำเลยที่ 1 ปรับ 12,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 1 ปี ฐานออกเช็คฉบับที่ 7 จำนวนเงิน 520,422.50 บาท จำเลยที่ 1 ปรับ 12,000บาท

จำเลยที่ 2 จำคุก 1 ปี ฐานออกเช็คฉบับที่ 8 จำนวนเงิน354,320 บาท จำเลยที่ 1 ปรับ 12,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก1 ปี รวมจำเลยที่ 1 ปรับ 96,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 8 ปีคำรับของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามจำเลยที่ 1 ปรับ 64,000 บาท จำเลยที่ 2จำคุก 5 ปี 4 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากคดีอื่นไม่ปรากฏว่ามีการสอบถามจำเลยที่ 2 ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อหรือไม่ ทั้งโจทก์ก็ไม่แถลงว่าคดีที่ขอให้นับโทษต่อศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้วหรือไม่ จึงไม่นับโทษต่อให้ยกคำขอในส่วนนี้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีการะหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาให้จำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่าโจทก์มีนายชำนาญ เพียรอภิธรรม กรรมการของโจทก์เบิกความเป็นพยานยืนยันว่า จำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.4ถึง จ.11 เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์ ถึงกำหนดสั่งจ่ายแล้วธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะเงินในบัญชีของจำเลยที่ 1ทั้งในวันสั่งจ่ายและวันที่โจทก์นำเช็คเข้าบัญชีไม่พอจ่าย จำเลยที่ 1 นำสืบว่าได้ออกเช็คเอกสารหมาย ล.1 ล.3 ล.5 ถึง ล.10เพื่อชำระค่าสินค้าแก่โจทก์

ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวจำเลยที่ 1 จึงออกเช็คเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.11 ไปแลกเอาเช็คเอกสารหมาย ล.1 ล.3 ล.5 ถึง ล.10 คืน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตรงกันว่า จำเลยที่ 1 ออกเช็คเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.11 เพื่อชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์นั่นเองเพราะหนี้ค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 ชำระด้วยการออกเช็คหมาย ล.1 ล.3 ล.5 ถึง ล.10 นั้นยังไม่ระงับสิ้นไปเนื่องจากโจทก์ยังไม่ได้รับการใช้เงินตามเช็คดังกล่าว ดังนั้นเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทเพราะเหตุเงินในบัญชีของจำเลยที่ 1 ในวันสั่งจ่ายและวันที่โจทก์นำเช็คเข้าบัญชีมีไม่พอจ่ายการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง

แม้โจทก์จะมีข้อตกลงกับจำเลยที่ 1 ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ซื้อสินค้าของโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ต้องออกเช็คลงวันที่ล่วงหน้าสั่งจ่ายเงินตามราคาสินค้ามอบให้โจทก์ไว้เพื่อนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารหากเรียกเก็บเงินได้ถือว่าเป็นการชำระค่าสินค้า หากเรียกเก็บเงินไม่ได้เพราะธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1ออกเช็คใหม่ไปแลกเอาเช็คเก่าคืนโดยต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ด้วยก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าว แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าเป็นการมอบเช็คให้ไว้เป็นการค้ำประกัน แต่หามีผลเป็นลักษณะสัญญาค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 ไม่ เมื่อลักษณะข้อตกลงของจำเลยที่ 1 และโจทก์ต่างมีเจตนาที่จะให้ใช้เช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารโดยจำเลยที่ 1 ได้ลงวันที่สั่งจ่ายไว้ในเช็คและยินยอมให้โจทก์นำเรียกเก็บเงินจากธนาคาร

หากเรียกเก็บเงินได้ก็ถือว่าเป็นการชำระหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์ หากเรียกเก็บเงินไม่ได้เพราะธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโจทก์จะยอมผ่อนผันให้จำเลยที่ 1 ออกเช็คใหม่มาแลกเช็คเก่าคืนก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ด้วย แสดงว่าจำเลยที่ 1 และโจทก์เจตนาผูกพันกันตามกฎหมายลักษณะตั๋วเงินหมวดที่ว่าด้วยเช็คนั่นเอง หาได้มีเจตนาพิเศษที่จะมิให้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารขาดเจตนาที่จะกระทำผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คไม่ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามฟ้อง แต่ข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 นำสืบรับกันด้วยว่า โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1ต่อศาลแพ่งให้ชำระหนี้โดยรวมมูลหนี้ของเช็คเอกสารหมาย

จ.4ถึง จ.11 เข้าด้วย จำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ ศาลแพ่งได้พิพากษาตามยอม ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.22ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตนดังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852บัญญัติไว้ ดังนั้นหนี้ที่จำเลยที่ 1 ได้ออกเช็คพิพาทตามฟ้องเพื่อใช้เงินนั้นจึงเป็นอันได้สิ้นผลผูกพันไป ก่อนที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุด พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 7 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำผิดบัญญัติเป็นคุณแก่ผู้กระทำผิด ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ดังนั้นสิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(3) ปัญหาข้อนี้ แม้จำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นเป็นข้อฎีกาก็ตามแต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองเมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ได้ระงับไปแล้ว จึงให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความศาลฎีกา"

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุนพ กีรติยุติ · เจริญ นิลเอสงฆ์ · มงคล สระฏัน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้