คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบังอาจหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และจำเลยทั้งสี่ได้ข่มขืนใจโจทก์ โดยมีอาวุธเพื่อให้โจทก์ถอนทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับนางเสริมศรี เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 309, 310, 83ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งประทับฟ้อง ความผิดมาตรา 309, 310 ในการพิจารณา ศาลชั้นต้นสั่งตัดพยานโจทก์แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของจำเลย และฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) กำหนดให้โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 และ 310 โดยไม่ได้บรรยายการกระทำของจำเลยที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดตามความในมาตรา 309 และ 310 ไว้เลย โจทก์กล่าวในฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสี่บังอาจหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และจำเลยข่มขืนใจโจทก์โดยมีอาวุธเพื่อให้โจทก์ถอนทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับนางเสริมศรี การกระทำของจำเลยอย่างไร ที่ว่าข่มขืนใจโจทก์ตามมาตรา 309 โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของโจทก์ และจำเลยได้กระทำการอย่างไรที่เป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ และกระทำให้โจทก์ปราศจากเสรีภาพในร่างกายตามมาตรา 310 ที่โจทก์ขอให้ลงโทษ โจทก์ไม่ได้บรรยายในฟ้องเลย ฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) ชอบที่จะยกฟ้องเสีย ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยต่อไปพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องโจทก์