Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2560/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาว่า การกระทำตามฟ้องคดีนี้ต่างกรรมต่างวาระกัน ฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยมิได้ฎีกา ปัญหาดังกล่าวจึงยุติและถึงที่สุดไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาคดีใหม่แล้ว จำเลยจะหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาอีกไม่ได้ เพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมกล่าวคือ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2532 เวลาใดไม่ปรากฎชัดจำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษสำเนาภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ ซึ่งโจทก์ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องไว้ โดยจำเลยที่ 2 ได้กรอกข้อความว่า"ข้าพเจ้า นายเชื่อม สมทรัพย์ ได้รับเงินจากนายมานิตย์ วรวงษ์จากการขายรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน น-1522 มหาสารคามเป็นเงิน 100,000 บาท และนายมานิตย์ได้รับรถยนต์โตโยต้าสีแดงคืนแล้ว ส่วนสัญญาที่ทำขึ้นวันที่ 11 กันยายน 2 ฉบับ คือสัญญาซื้อขายกับสัญญากู้ยืมเงินซึ่งนายเชื่อมบอกว่าหาย ถือว่ายกเลิกทั้งสองได้อ่านข้อความเข้าใจ จึงได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน"ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริงและโจทก์มิได้ยินยอมทั้งกระทำเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์และผู้อื่น

ต่อมาวันที่ 30 ตุลาคม 2532เวลากลางคืน จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้และอ้างเอกสารปลอมดังกล่าวโดยให้จำเลยที่ 3 นำมาอ้างต่อโจทก์ เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริง นอกจากนั้นในวันที่ 29 กันยายน 2532 เวลาใดไม่ปรากฎชัด จำเลยทั้งสามร่วมกันปลอมเอกสารลงในแผ่นกระดาษมีข้อความว่า "นายเชื่อม สมทรัพย์ได้รับเงินจำนวน 100,000 บาท จากนายมานิตย์ วรวงษ์ไว้ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว และนายมานิตย์ได้จ่ายเงินอีก 40,000 บาทใช้หนี้เงินกู้ยืมคืนแก่นายเชื่อม สมทรัพย์ พร้อมกับได้รับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าสีแดง หมายเลขทะเบียน น-7354 ร้อยเอ็ดคืนจากนายเชื่อมแล้ว" แล้วร่วมกันปลอมลายมือชื่อโจทก์และนางสายกรม

ศิริวรรณ ซึ่งข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง และกระทำเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์และผู้อื่น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 264, 268ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 ให้ยกฟ้อง คดีเกี่ยวกับจำเลยที่ 3ถึงที่สุดจำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

โจทก์ฟ้องซ้ำ ยกฟ้องโจทก์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดีศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่แล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 264, 268 ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคสอง โดยวางโทษตามมาตรา 264 เพียงกระทงเดียวจำคุก 2 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264,83 จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 418/2533 และ 419/2533 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่าในปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาลงวันที่27 มิถุนายน 2534 พิพากษาว่า

การกระทำตามฟ้องคดีนี้ต่างกรรมต่างวาระกัน ฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยที่ 1 ที่ 2มิได้ฎีกาปัญหาดังกล่าวจึงยุติและถึงที่สุดไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 1 ที่ 2 จะหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาอีกไม่ได้ เพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 จึงไม่ชอบ"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชลอ ทองแย้ม · ชลิต ประไพศาล · สุนพ กีรติยุติ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7019/2567

ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้โจทก์ถูกจำเลยฟ้องขับไล่ออกจากอาคารโรงงานพิพาทและเรียกค่าเสียหาย อ้างว่าผิดสัญญาเช่า เพราะโจทก์ขยายกิจการเป็นอุตสาหกรรมอาหารแช่แข็งโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย ต่อมาโจทก์ฟ้องค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 883/2567

คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2562 ของศาลจังหวัดทุ่งสง พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา ขับรถโดยประมาทหรือหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 637/2567

คดีนี้กับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 502/2560 ของศาลชั้นต้น มีประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกันว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4570 เนื้อที่ 138 ตารางวา ที่พิพาท และบ้านเลขที่ 5 ที่ป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2088/2566

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีอ้างว่า จำเลยทั้งสองชำระหนี้ค่าเช่าให้แก่โจทก์ทั้งเก้าครบถ้วน มิได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2561 จำเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1467/2566

ในชั้นเดิมที่ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลชั้นที่สุดโดยตรง เพื่ออธิบายว่ากรณีจะต้องบังคับตามรูปแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.20 หรือต้องบังคับให้มีเน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้