Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2557/2532

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาคดีแพ่ง จำนวน200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย เมื่อครบกำหนดตามคำบังคับแล้วจำเลยไม่ได้ชำระหนี้ ศาลออกหมายบังคับคดี ปรากฏว่าจำเลยมีเงินฝากในบัญชีกระแสรายวันและบัญชีออมทรัพย์เหลือประมาณ 400 บาท และ 200 บาท ตามลำดับ และไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่จะพึง ยึดมาชำระหนี้ได้ จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาพ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8(5) ว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ18 ต่อปี จำเลยไม่ยอมชำระศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีแล้วจำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ เนื่องจากจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยจะต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับจากวันที่ 18 กรกฎาคม 2524 ถึงวันฟ้องและค่าฤชาธรรมเนียมเป็นเงินทั้งสิ้น 391,213.21 บาท ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดและมีคำพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายจำเลยให้การว่า โจทก์ไม่เคยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินจำเลย โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายและถอนฟ้องไปโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย

พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย สำหรับค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควรจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 218/2529 ของศาลชั้นต้นโดยศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี นับจากวันที่ 18 กรกฎาคม 2524จนกว่าชำระเสร็จ โดยดอกเบี้ยก่อนฟ้องต้องไม่เกิน 142,224.65 บาทกับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ3,000 บาท เมื่อครบกำหนดตามคำบังคับแล้ว จำเลยไม่ได้ชำระหนี้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2529 มีปัญหาในชั้นฎีกาว่า

จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ นายพิศพงศ์งามพัฒนพงศ์ชัย พยานโจทก์เบิกความว่า พยานเป็นทนายความโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 218/2529 ของศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์มอบให้พยานดำเนินการบังคับคดีแทน พยานได้ตรวจสอบบัญชีของจำเลยที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาเสาชิงช้าปรากฏว่าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันมีเงินเหลืออยู่ประมาณ 400 บาทและจำเลยมีเงินเหลืออยู่ในบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนสาธร ประมาณ 200 บาท นอกจากนี้จำเลยไม่มีทรัพย์สินใดที่จะบังคับคดีได้ เห็นว่า จำเลยเป็นหนี้จำนวนมาก เมื่อนายพิศพงศ์พยานโจทก์ได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้ดำเนินการบังคับคดีแล้ว น่าเชื่อว่าพยานต้องติดตามตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยก่อนที่จะนำยึดตามหมายบังคับคดี

การที่พยานทราบว่าเงินในบัญชีของจำเลยเหลือเท่าใด แสดงให้เป็นได้ว่าพยานได้ติดตามตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยแล้วนางกรรณิกา บุญยรักษ์ พยานโจทก์เบิกความสนับสนุนว่า ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดง ที่ 218/2529 ของศาลชั้นต้น พยานได้ตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยที่กรมที่ดิน 1 ครั้ง ไม่พบทรัพย์สินของจำเลย ที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่าขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 126/2528 ของศาลแพ่ง จำเลยมีเงินฝากในธนาคารจำนวนมาก นั้น ก็เป็นเวลาก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ประมาณ 1 ปีซึ่งไม่ได้หมายความว่าเงินจำนวนนั้นคงมีอยู่จำนวนมากหรือเท่าเดิมขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ข้อที่จำเลยอ้างว่ามีทรัพย์สินเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 155 ถนนพระอาทิตย์

แขวงชนะสงคราม เขตพระนครกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างมีราคาประมาร 2,000,000 บาทตามเอกสารหมาย ล.1 แต่ที่ดินดังกล่าวมีชื่อนายสมพล ทัสนารมย์สามีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ซึ่งนายสมพลได้ที่ดินดังกล่าวมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2494 ก่อนจดทะเบียนสมรสกับจำเลย ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นสินส่วนตัวของนายสมพล แม้ฎีกาของจำเลยก็ยอมรับว่าเป็นสินส่วนตัวของนายสมพล จำเลยจึงไม่มีอำนาจนำไปจำหน่ายจ่ายโอนเพื่อเอาเงินมาชำระหนี้โจทก์ได้ ส่วนข้ออ้างที่ว่าจำเลยมีทรัพย์สินอื่นและเป็นเจ้าหนี้ในการค้าเพชรพลอยประมาณ 1,000,000 บาท ก็เป็นข้ออ้างลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ฟังไม่ได้ดังที่อ้างข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8(5) ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ทั้งจำเลยเป็นหนี้โจทก์เกินกว่า 50,000 บาท และเป็นหนี้ที่กำหนดได้จำนวนแน่นอน ที่ศาลล่างทั้งสองสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดมานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ส่อง สุขะปุณณพันธ์ · สวัสดิ์ รอดเจริญ · เดชา สุวรรณโณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 540/2567

จำเลยเบิกเงินจากโจทก์เพื่อนำไปซื้อไม้ยางพาราจากเจ้าของสวนแล้วนำมาขายให้แก่โจทก์ จากนั้นจึงหักทอนบัญชีกัน นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงมีลักษณะเป็นสัญญาประเภทหนึ่งที่มิได้กำหนดแยกประเภทเป็นเอกเทศ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 212/2567

หนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ค่าเงินยืมเพื่อทดรองจ่ายในกิจกรรมส่งเสริมการขายและค่าสินค้าที่จำเลยสั่งซื้อจากโจทก์ เป็นหนี้ที่สามารถกำหนดจำนวนได้แน่นอนและนำมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายได้โดยไม่จำต้องฟ้องเป็นคดีแพ่งหรือใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3416/2566

การตีความสัญญาต้องเป็นไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 คือต้องถือหลักตามความเข้าใจของทั้งสองฝ่ายจะถือเอาเจตนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียวไม่ได้ นอกจากนี้ กา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1815/2559

โจทก์ฟ้องจำเลยให้ล้มละลายโดยอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดอุบลราชธานี คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1526/2544 ซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดอันมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12339/2558

เมื่อโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ อายัดเงินที่จำเลยที่ 2 จะได้รับจากการเฉลี่ยทรัพย์ในคดีหมายเลขแดงที่ 299/2546 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้