คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คให้โจทก์เป็นการชำระหนี้เงินยืมโจทก์จึงเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงขอให้จำเลยชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์จำเลยให้การว่า เช็คฉบับดังกล่าวจำเลยออกให้โจทก์เพื่อชำระหนี้การพนัน จึงไม่สมบูรณ์ และศาลได้วินิจฉัยไว้ในคดีอาญาแล้วว่าเช็คดังกล่าวออกในมูลหนี้การพนัน มิใช่หนี้กู้ยืม ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นให้จำเลยมีหน้าที่นำสืบก่อน เมื่อสืบตัวจำเลยแล้วจำเลยแถลงว่าหมดพยาน ศาลนัดสืบพยานโจทก์แต่โจทก์ขอเลื่อนหลายครั้งจนศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์ แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยใช้เงินตามเช็คแก่โจทก์จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยจำเลยสั่งจ่ายให้โจทก์เป็นการชำระหนี้เงินยืม
จำเลยให้การรับว่าได้ออกเช็คพิพาทให้โจทก์ในเบื้องต้นต้องถือว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904 และจำเลยผู้สั่งจ่ายต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คพิพาทตามมาตรา 900 การที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าเป็นเช็คที่จำเลยออกให้โจทก์เพื่อชำระหนี้การพนันนั้น เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อจำเลยจะไม่ต้องรับผิดในเช็คพิพาทภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงนั้นจึงตกอยู่แก่จำเลยที่กล่าวอ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 เมื่อจำเลยนำสืบรับฟังไม่ได้ว่าเช็คพิพาทที่จำเลยออกให้โจทก์เป็นการชำระหนี้การพนัน แม้โจทก์จะมิได้สืบพยาน จำเลยก็ต้องรับผิดต่อโจทก์คดีอาญาที่จำเลยถูกฟ้องเป็นคดีที่จำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค
ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดใช้เงินตามเช็คอันเป็นสิทธิเรียกร้องโดยไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค จึงไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าว จะนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 มาใช้บังคับไม่ได้พิพากษายืน