Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2545/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการเรียกให้ชำระหนี้อันเกิดแต่การผิดสัญญาขายลดตั๋วเงิน ที่จำเลยนำเช็คที่ ธ. เป็นผู้สั่งจ่ายมาขายลดกับโจทก์ ส่วนมูลหนี้ในคดีที่โจทก์ฟ้อง ธ. เป็นการเรียกให้ชำระหนี้ตามเช็คในฐานะผู้สั่งจ่าย อันเป็นนิติกรรมคนละประเภท ซึ่งความรับผิดของจำเลยต้องเป็นไปตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์นำคดีไปฟ้อง ธ. ต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดย ธ. ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ การที่ ธ. โดยจำเลยได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบจำนวนแล้ว มีผลเพียงทำให้ความรับผิดตามเช็คในคดีที่ ธ. ถูกโจทก์ฟ้องระงับสิ้นไปเท่านั้น แต่ในส่วนสัญญาขายลดตั๋วเงิน ในการชำหนี้โจทก์ชอบที่จะนำเงินที่ได้รับชำระหนี้แต่ละครั้งไปชำระดอกเบี้ยที่คงค้างก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำไปหักชำระเงินต้นที่ค้างชำระในแต่ละคราวไปตามป.พ.พ. มาตรา 329 วรรคแรก การชำระหนี้ตามเช็คจึงไม่ทำให้หนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินระงับสิ้นไป

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2540 และวันที่ 11 กรกฎาคม 2540 จำเลยได้ทำคำขอวงเงินขายลดตั๋วเงินกับโจทก์ สาขาสันกำแพง วงเงินไม่เกิน 1,000,000 บาท โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 592 และ 516 ตำบลจองคำ อำเภอเมือง แม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นประกัน มีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยินยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ ต่อมาวันที่ 9 กรกฎาคม 2540 จำเลยนำเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านหนองประทีปเลขที่ 4660763 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2540 จำนวนเงิน 500,000 บาท มาขายลดให้แก่โจทก์ โดยคิดส่วนลดในอัตราเบี้ยร้อยละ 13.50 ต่อปี และวันที่ 14 กรกฎาคม 2540 นำเช็คธนาคารเดียวกันเลขที่ 4660764 ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2540 จำนวนเงิน 500,000 บาท

มาขายลดให้แก่โจทก์ โดยคิดส่วนลดในอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี มีข้อตกลงว่า หากโจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ให้ถือว่าจำเลยผิดนัดทั้งหมดและยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศของโจทก์ เมื่อเช็คทั้งสองฉบับถึงกำหนดเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ต่อมาจำเลยมาผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์บางส่วน ปรากฏว่า ณ วันที่ 7 ธันวาคม 2543 จำเลยคงค้างต้นเงิน 155,601.95 บาท และดอกเบี้ย 13,009.17 บาท โจทก์จึงต้องรับผิดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 204,324.96 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 204,324.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 155,601.95 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การว่า เช็คที่จำเลยนำไปขายลดให้แก่โจทก์ทั้งสองฉบับลงลายมือชื่อนายธานีเป็นผู้สั่งจ่าย โจทก์นำคดีไปฟ้องนายธานีต่อศาลชั้นต้น ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 1277/2542 ซึ่งมีการชำระเงินให้แก่โจทก์ครบถ้วนงวดสุดท้าย เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2543 มูลหนี้ดังกล่าวจึงเป็นมูลหนี้เดียวกันกับคดีนี้ ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ และจำเลยไม่มีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย 1,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยนำเช็ค 2 ฉบับ จำนวนเงินฉบับละ 500,000 บาท รวม 1,000,000 บาท มาขายลดแก่โจทก์ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินและเช็คเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ต่อมาธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์นำคดีไปฟ้องนายธานีผู้สั่งจ่ายเช็คดังกล่าว ต่อมาโจทก์และนายธานีทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอม ตามสัญญาประนีประนอมยอมและคำพิพากษาตามยอมเอกสารหมาย ล.2 นายธานีโดยจำเลยผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.3 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การชำระหนี้ตามเช็คทำให้หนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินระงับสิ้นไปหรือไม่

เห็นว่า มูลหนี้ในคดีนี้เป็นการเรียกให้ชำระหนี้อันเกิดแต่การผิดสัญญาขายลดตั๋วเงิน ส่วนมูลหนี้ในคดีที่โจทก์ฟ้องนายธานีเป็นการเรียกให้ชำระหนี้ตามเช็คในฐานะผู้สั่งจ่าย อันเป็นนิติกรรมคนละประเภท ซึ่งความรับผิดของจำเลยต้องเป็นไปตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์นำคดีไปฟ้องนายธานี ต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยนายธานีผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ การที่นายธานีโดยจำเลยได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบจำนวนแล้ว มีผลเพียงทำให้ความรับผิดตามเช็คในคดีที่นายธานีถูกโจทก์ฟ้องระงับสิ้นไปเท่านั้น แต่ในส่วนสัญญาขายลดตั๋วเงิน ในการชำระหนี้โจทก์ชอบที่จะนำเงินที่ได้รับชำระแต่ละครั้งไปชำระดอกเบี้ยที่คงค้างก่อน

ส่วนที่เหลือจึงนำไปหักชำระเงินต้นที่ค้างชำระในแต่ละคราวไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคแรก การชำระหนี้ตามเช็คจึงไม่ทำให้หนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินระงับสิ้นไป ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเมื่อมีการชำระหนี้ตามเช็คครบถ้วนแล้วจึงไม่มีต้นเงินคงเหลือให้จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาขายลดตั๋วเงินอีก ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด ปัญหาข้อนี้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่คู่ความได้นำสืบพยานหลักฐานเสร็จแล้ว จึงเห็นควรวินิจฉัยไปเสียโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก่อน ในข้อนี้โจทก์นำสืบว่านายธานีนำเงินมาชำระตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2543 จำนวน 61,675.17 บาท

โจทก์นำไปหักชำระหนี้ในส่วนสัญญาขายลดตั๋วเงินแล้ว ยังคงมีหนี้ค้างชำระถึงวันดังกล่าวคิดเป็นต้นเงิน 155,601.95 บาท และดอกเบี้ย 13,009.17 บาท รวมเป็นเงิน 168,611.12 บาท ตามรายการบัญชีเงินกู้เอกสารหมาย จ.13 ซึ่งจำเลยไม่นำสืบโต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยยังมีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์ตามจำนวนเงินดังกล่ว จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 168,611.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 155,601.95 บาท นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 48,723.01 บาท หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วนและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไพโรจน์ วายุภาพ · ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล · วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้