Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2540/2521

พ.ศ. 2521 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ทำสัญญากับจำเลยร่วมให้จำเลยร่วมปลูกอาคารพานิชย์ตลาดสดอาคารแผงลอยในที่พิพาท เมื่อสร้างเสร็จจำเลยร่วมยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ทันที และจำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยร่วมเช่าอาคารพานิชย์ 15 ปีอาคารแผงลอย 10 ปี ดังนี้ สัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยร่วมเป็นสัญญาต่างตอบแทนอันก่อให้เกิดบุคคลสิทธิต่อกันเท่านั้น เมื่อศาลฟังว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ถึงแม้จำเลยร่วมจะได้ทำสัญญาดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 โดยสุจริต ก็ไม่มีผลผูกพันโจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่พิพาทโจทก์จึงไม่ต้องรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ซึ่งจำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยร่วม จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาออกไปจากที่พิพาทตามคำขอบังคับของโจทก์ แต่ที่โจทก์ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายพร้อมด้วยดอกเบี้ยนั้น เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมทำสัญญาดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมต่างเข้าใจโดยสุจริตว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมจึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์โจทก์จะขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ไม่ได้โจทก์ฟ้องว่าเดิมที่พิพาทเป็นของวัดโจทก์ ต่อมาปลัดอำเภอได้แจ้ง ส.ค.1 ว่าเป็นของทางราชการมาก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน ทางอำเภอเชื่อ จึงออก ส.ค.1 ให้ ต่อมาเมื่อตั้งสุขาภิบาลขึ้นทางอำเภอได้โอนที่ดินพิพาทให้สุขาภิบาลพังโคนจำเลยครอบครอง จึงขอให้ศาลเพิกถอน ส.ค.1 และนิติกรรมการรับโอนที่พิพาท โอนที่ดินคืนให้โจทก์ ถ้าไม่ยอมโอนคืนให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยนั้น ที่โจทก์มีคำขอดังกล่าวก็เพื่อประสงค์ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์นั่นเอง ศาลจึงพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ได้ และเมื่อศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์แล้วก็ไม่จำต้องเพิกถอน ส.ค.1 และไม่ต้องเพิกถอนนิติกรรมรับโอนที่พิพาทกับโอนที่พิพาทคืนให้โจทก์เพราะการแจ้ง ส.ค.1 ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้แจ้งแต่อย่างใด ทั้งที่พิพาทรายนี้เป็นที่ดินมือเปล่าไม่อาจบังคับให้โอนกันทางทะเบียนได้ ที่พิพาทจึงย่อมกลับเป็นของโจทก์ตามเดิมตามคำพิพากษาดังกล่าว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนายอำเภอพรรณานิคมจำเลยที่ 2 เป็นปลัดอำเภอหัวหน้ากิ่งอำเภอพังโคน มีตำแหน่งเป็นประธานและรองประธานสุขาภิบาล มีอำนาจหน้าที่บริหารกิจการของสุขาภิบาลพังโคนวัดศรีจอมธาตุเป็นวัดสร้างมานานประมาณ 100 กว่าปี มีอาณาเขตเหลือจากทางหลวงแผ่นดินตัดผ่านแล้วรวมเนื้อที่ 11 ไร่ 1 งาน 24 ตารางวา ครั้นพ.ศ. 2498 นายโทปลัดอำเภอพรรณานิคมได้แจ้ง ส.ค.1 ว่าที่ดินซึ่งเป็นของวัดเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 44 ตารางวา ปรากฏตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง เป็นของทางราชการมาก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน ทางอำเภอพรรณานิคมเชื่อจึงออก ส.ค.1 ให้ ต่อมาเมื่อตั้งสุขาภิบาลพังโคนขึ้นทางราชการอำเภอพังโคนโอนที่ดินพิพาทให้สุขาภิบาลพังโคนครอบครองต่อมา พ.ศ. 2513 สุขาภิบาลพังโคนประกาศประกวดราคาสร้างอาคารพาณิชย์ในที่พิพาท

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านให้ระงับการก่อสร้าง จำเลยไม่ยอม การที่จำเลยบุกรุกเอาไป โจทก์เสียหายเป็นเงินปีละ 39,600 บาท ในระหว่างที่จำเลยได้ทราบคำฟ้องและคำร้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลสั่งระงับการก่อสร้าง จำเลยกลับสมคบกันขนเครื่องอุปกรณ์การก่อสร้างเข้าไปในที่พิพาท เข้าขุดหลุม ผูกเหล็ก ตั้งเสาตึกขึ้นในที่พิพาท ขอให้ศาลเพิกถอน ส.ค.1 และนิติกรรมการรับโอนที่พิพาท โอนที่ดินคืนให้โจทก์ ถ้าไม่ยอมโอนคืนให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาท โดยให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยทำขึ้นในที่พิพาททั้งหมดขนย้ายออกไป เกลี่ยดินกลบหลุมที่จำเลยขุดให้เรียบร้อยคงคืนสภาพเดิม ห้ามจำเลยกับบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องในที่พิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ปีละ 39,600 บาท เริ่มแต่ปี พ.ศ. 2513 เป็นต้นไปพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนกว่าชำระเสร็จก่อนจำเลยยื่นคำให้การ ห้างหุ้นส่วนจำกัดขอนแก่นสหพัฒนายื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(2)จำเลยร่วมให้การว่า วัดศรีจอมธาตุเพิ่มตั้งมาประมาณ 40 ปี โดยเมื่อพ.ศ. 2468 ขุนศรีปทุมวงศ์กับนายเชียงพาได้อุทิศที่ดินคนละส่วนสร้างวัดศรีจอมธาตุขึ้น เดิมที่พิพาทเป็นของนายพา เมื่อ พ.ศ. 2468 นายพาขายให้ขุนศรีปทุมวงศ์ ซึ่งขณะนั้นรับราชการเป็นปลัดอำเภอวานรนิวาส เมื่อ พ.ศ. 2472ขุนศรีปทุมวงศ์ได้ยกที่พิพาทให้ทางราชการมหาดไทยอำเภอพรรณานิคมเพื่อใช้เป็นที่สาธารณประโยชน์ กระทรวงมหาดไทยขึ้นทะเบียนไว้ เมื่อ พ.ศ. 2498นายโทปลัดอำเภอพรรณานิคมได้แจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ เมื่อ พ.ศ. 2505 หมู่บ้านพังโคนได้ยกฐานะขึ้นเป็นสุขาภิบาลพังโคน

ๆ ได้รับโอนที่ดินพิพาทมาและครอบครองจัดหาผลประโยชน์เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2513 จำเลยร่วมได้ทำสัญญากับจำเลย เพื่อให้จำเลยร่วมปลูกอาคารพาณิชย์ ตลอดสด อาคารแผงลอยและสิ่งอื่น ๆ เมื่อสร้างเสร็จยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทันที จำเลยยอมให้จำเลยร่วมเช่าอาคารพาณิชย์ 15 ปี อาคารแผงลอย 10 ปี โดยจำเลยร่วมเสียค่าตอบแทนการใช้ที่ดิน 2 แปลง 9,000 บาท เสียค่าเช่าอาคารพาณิชย์คูหาละ 150 บาทต่อเดือนอาคารแผงลอยคูหาละ 70 บาทต่อเดือน จำเลยยอมให้จำเลยร่วมนำอาคารทั้งหมดไปหาผลประโยชน์ จากการเช่าช่วงได้ เป็นการทำสัญญากันโดยสุจริตแม้ศาลจะชี้ขาดว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ก็ไม่อาจกระทบกระทั่งกับสิทธิของจำเลยร่วม อันเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิตามสัญญา

โจทก์ย่อมรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ซึ่งจำเลยมีต่อผู้ร้องสอดจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์มุ่งฟ้องสุขาภิบาลพังโคนเท่านั้นไม่ปรากฏในฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งมีตำแหน่งเป็นปลัดอำเภอหัวหน้ากิ่งอำเภอพังโคนได้ร่วมบุกรุกด้วย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยให้การต่อไปว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยทำนองเดียวกับที่จำเลยร่วมให้การศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ที่พิพาทไม่ใช่ของโจทก์ พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่พิพาทเป็นของโจทก์มาก่อน ขุนศรีปทุมวงศ์ยกที่พิพาทให้ทางราชการมหาดไทยโดยไม่มีสิทธิจะยกให้ ทางราชการมหาดไทยไม่ได้สิทธิครอบครอง

สุขาภิบาลพังโคนรับโอนต่อมาก็ไม่ได้สิทธิครอบครองอีกเช่นกันและวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ที่จำเลยร่วมให้การต่อสู้คดีว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2513 (โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2513) จำเลยร่วมได้เข้าทำสัญญากับจำเลยเพื่อให้จำเลยร่วมปลูกอาคารพาณิชย์ ตลาดสด อาคารแผงลอย เมื่อสร้างเสร็จ ยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทันทีและจำเลยยอมให้จำเลยร่วมเช่าอาคารพาณิชย์ 15 ปี อาคารแผงลอย 10 ปี เป็นการทำสัญญากันโดยสุจริต แม้ศาลจะชี้ขาดว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์ย่อมรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ซึ่งจำเลยมีต่อจำเลยร่วมนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1กับจำเลยร่วมเป็นสัญญาต่างตอบแทนอันก่อให้เกิดบุคคลสิทธิต่อกันเท่านั้นเมื่อศาลฟังว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ถึงแม้จำเลยร่วมจะได้ทำสัญญาดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 โดยสุจริต ก็ไม่มีผลผูกพันโจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่พิพาท โจทก์จึงไม่ต้องรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ ซึ่งจำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยร่วม จำเลยที่ 1และจำเลยร่วมจึงต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่พิพาทตามคำขอบังคับของโจทก์ ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายปีละ 39,600 บาท ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2513 เป็นต้นไปพร้อมด้วยดอกเบี้ยนั้น ตามทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมทำสัญญาดังกล่าวโดยจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมต่างเข้าใจโดยสุจริตว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม จึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์

โจทก์จะขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ไม่ได้ส่วนที่โจทก์ขอให้ศาลเพิกถอน ส.ค.1 และนิติกรรมการรับโอนที่พิพาทโอนที่ดินคืนให้โจทก์ ถ้าไม่ยอมโอนคืนให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยนั้น ที่โจทก์มีคำขอเช่นนี้ก็เพื่อประสงค์ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์นั่นเอง ศาลจึง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ได้ และเมื่อศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์แล้ว ก็ไม่จำต้องเพิกถอน ส.ค.1 รายพิพาท เพราะการแจ้ง ส.ค.1 ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้แจ้งแต่อย่างใด ทั้งที่พิพาทรายนี้เป็นที่ดินมือเปล่าไม่อาจบังคับให้โอนกันทางทะเบียนได้ เมื่อศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์แล้ว ที่พิพาทก็กลับเป็นของโจทก์ตามเดิม จึงไม่ต้องเพิกถอนนิติกรรมรับโอนที่พิพาทและโอนที่พิพาทคืนให้โจทก์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมออกจากที่พิพาทโดยให้ร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่พิพาทและทำที่ดินให้เป็นไปตามเดิม ห้ามจำเลยที่ 1 กับบริวารไปเกี่ยวข้องกับที่พิพาทอีกต่อไป คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทิน เลิศวิรุฬห์ · ผสม จิตรชุ่ม · พยนต์ ยาวะประภาษ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้