Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2539/2523

พ.ศ. 2523 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินจากโจทก์ปลูกสร้างสะพานและอาคารบนสะพาน โดยมีข้อตกลงในสัญญาว่าเมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดให้สิ่งปลูกสร้างนั้นตกเป็นของโจทก์ ครบกำหนดสัญญาเช่าเดิมจำเลยได้โอนสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์แล้วและเช่าสิ่งปลูกสร้างนั้นต่อมา แม้ภายหลังปรากฏว่าที่ดินที่โจทก์ให้จำเลยเช่านั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และนายอำเภอผู้ปกครองดูแลที่สาธารณะฟ้องขับไล่โจทก์ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินแต่ก็มิได้อ้างสิทธิในสิ่งปลูกสร้างด้วยซึ่งปลูกสร้างดังกล่าว หากตกเป็นของรัฐไม่ โจทก์ยังมีสิทธิครอบครองเฉพาะสิ่งปลูกสร้าง จำเลยเช่าสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่าโดยชำระค่าเช่าให้โจทก์ และครบกำหนดสัญญาเช่าโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากสถานที่เช่าได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินโจทก์ปลูกสร้างสะพานท่าน้ำลงสู่ทะเล และอาคารบนสะพานสำหรับค้าน้ำมันเชื้อเพลิงมีกำหนด ๑๕ ปี เมื่อสิ้นสุดการเช่าให้สิ่งปลูกสร้างตกเป็นของโจทก์ สัญญาเช่านี้สิ้นสุดลงแล้วสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยได้ทำสัญญาเช่าสะพานกับอาคารบนสะพานนั้นต่อมาอีกสองครั้ง ครั้งสุดท้ายครบอายุสัญญาวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๒๑ อัตราค่าเช่าเดือนละ ๑,๕๐๐ บาท ก่อนครบกำหนดสัญญาเช่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทราบว่าไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อ ครั้นครบกำหนดจำเลยไม่ออกจากที่เช่าจนบัดนี้เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย และทรัพย์ที่เช่าชำรุดทรุดโทรม ขอให้ขับไล่จำเลยให้จำเลยใช้ค่าเสียหายและซ่อมแซมทรัพย์ที่เช่าอยู่ในสภาพเดิม ไม่ซ่อมให้ใช้เงินแทน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินโจทก์ปลูกสะพานท่าน้ำและอาคารบนสะพานจริง ต่อมาจำเลยได้โอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้โจทก์ไปตามสัญญาเช่า เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๒๑ จำเลยทราบว่าที่ดินที่จำเลยเช่ากับโจทก์เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน นายอำเภอเมืองสงขลาซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาที่ดินตามกฎหมายได้ยื่นฟ้องโจทก์ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปและทำให้ที่ดินกลับคืนสภาพเดิม คดีถึงที่สุดโดยโจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดี

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลจังหวัดสงขลาได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่โจทก์ถูกฟ้องเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๑๘ เป็นเวลาภายหลังที่จำเลยทำสัญญาเช่าฉบับสุดท้ายกับโจทก์สองเดือนเศษ และทางราชการมิได้อนุญาตให้โจทก์ใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้น แม้จำเลยจะโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ไปแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นส่วนควบของที่ดิน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่เรียกค่าเสียหายและค่าซ่อมแซมสิ่งปลุกสร้าง โจทก์เรียกค่าเช่าจากจำเลยภายหลังที่มีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้โจทก์แพ้คดีตลอดมา ซึ่งโจทก์ไม่มีสิทธิรับเงินค่าเช่าตามสัญญาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๑๘ ถึงเดือนมีนาคม ๒๕๒๑ รวม ๓๓ เดือน เป็นเงิน ๔๙,๕๐๐ บาทจากจำเลย สิ่งปลูกสร้างชำรุดตามสภาพ หากซ่อมแซมก็ไม่ถึงที่โจทก์เรียกร้องโจทก์ควรได้ประโยชน์จากที่พิพาทเท่าค่าเช่า

ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์คืนเงินค่าเช่าแก่จำเลย ๔๙,๕๐๐ บาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับนายอำเภอเมืองสงขลาเป็นเรื่องที่ดิน ส่วนสิ่งปลูกสร้างเป็นของโจทก์ตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์จำเลยโจทก์เรียกค่าเช่าได้ไม่ต้องคืนค่าเช่าให้จำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากสะพานและอาคารบนสะพานที่พิพาท กับให้จำเลยซ่อมสะพานและอาคารบนสะพานให้อยู่ในสภาพเดิมหากไม่ซ่อมให้ใช้เงิน ๓,๐๐๐ บาท และใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๒,๐๐๐ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่พิพาท ยกฟ้องแย้งจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาข้อกฎหมายว่า ศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดกว่าที่ดินซึ่งจำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์แต่แรกนั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันสิ่งปลูกสร้างพิพาทอยู่ในที่ดินนี้ต้องตกเป็นของรัฐ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ ขอให้ยกฟ้องโจทก์และบังคับตามฟ้องแย้งจำเลย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าสะพานและอาคารบนสะพานรายพิพาทตกเป็นของโจทก์ตามสัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยแต่แรก ซึ่งคำให้การจำเลยได้ยอมรับว่าได้โอนสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์แล้ว หากสะพานและอาคารจะเป็นสิ่งปลูกสร้างลงบนที่ดินสาธารณะ แต่เมื่อตกเป็นของโจทก์แล้ว โจทก์ก็มีสิทธิครอบครองเฉพาะสิ่งปลูกสร้างรายพิพาทนั้นได้ สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวหาตกเป็นของรัฐดังที่จำเลยฎีกาไม่ การที่นายอำเภอผู้ปกครองดูแลที่สาธารณะฟ้องโจทก์คดีถึงทีสุดตามคำให้การของจำเลยเป็นเรื่องให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน มิได้อ้างสิทธิในสิ่งปลูกสร้างรายพิพาทด้วย เมื่อจำเลยทำสัญญาเช่าสิ่งปลูกสร้างรายพิพาทจากโจทก์จำเลยต้องมีหน้าที่ปฏิบัติตามสัญญาโดยชำระค่าเช่าให้โจทก์ และครบกำหนดสัญญาเช่า โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากสถานที่เช่าได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวรรณพ กองวารี · ปรีชา สุมาวงศ์ · กุศล บุญยืน
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสงขลา - นายอำนวย หมวดเมือง
ศาลอุทธรณ์ - นายยรรยง อิทธิพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4840/2552

ที่พิพาทเป็นพื้นที่ไหล่ทางของทางหลวง จึงเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตทางหลวงซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) กรมธนารักษ์ซึ่งได้รับมอบที่ดินคืนจากกรมทางหลวงเพื่อดูแลร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2385/2548

เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 5906 พร้อมตึกแถวสองชั้นรวม 12 คูหา เป็นกรรมสิทธิ์ของ จ. เมื่อปี 2475 กรุงเทพมหานครได้เวนคืนที่ดินบริเวณดังกล่าว เป็นเหตุให้ที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 5906 พร้อมตึกแถวสองชั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2965/2536

ที่ดินที่โจทก์ยกให้แก่ทางราชการซึ่งต่อมาทางราชการมีโครงการจัดสรรสำหรับราษฎรอยู่อาศัยร่วมกันเป็นคนละแปลงกับที่ดินพิพาทที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทจัดสรรสำหรับราษฎรอาศัยร่วมกัน และเม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 523/2562

โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อก่อสร้างอาคารและดำเนินการจัดหาผลประโยชน์ และโจทก์ได้รับมอบสถานที่เช่าตามสัญญาแล้ว โดยข้อ 7 วรรคสอง กำหนดเป็นหน้าที่ของผู้เช่าต้องสำรวจศึกษาพื้นที่โครง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 752/2553

ที่ดินที่ถูกเวนคืนเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส. ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ ส. มีวัตถุประสงค์จะตั้งสาขาในการขายประกันและให้บริการแก่ลูกค้าของโจทก์ในบริเวณท้องที่ที่ที่ดินนั้นถูกเวนคืน ส. จึงให้สิทธิแก่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้