Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2527/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่2เป็นภริยาของจำเลยที่3จำเลยที่2และที่3เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในตึกแถวเลขที่20,22และ24โดยใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทจำเลยที่1ซึ่งด้านหน้าติดถนนซอยเจริญนคร33 ส่วนด้านหลังติดถนนซอยเจริญนคร35ที่ดินโฉนดเลขที่2021และโฉนดเลขที่2022อยู่ติดต่อกันและเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โจทก์ใช้ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวทำเป็นถนนซอยเจริญนคร35 ที่พิพาทและทางทิศตะวันตกของที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวติดต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่783ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่3การที่จำเลยที่3ผู้เจาะกำแพงซึ่งใช้เป็นผนังด้านหลังของตึกแถวเลขที่20แล้วทำเป็นประตูพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่3แม้ประตูพิพาทเวลาปิดเปิดใช้วิธีเปิดเข้าหาตัวบ้านซึ่งไม่รุกล้ำออกไปในถนนซอยเจริญนคร35 ของโจทก์ก็ตามแต่เมื่อจำเลยที่2และที่3ในฐานะเจ้าของตึกแถวเลขที่20ไม่มีสิทธิใช้ถนนซอยเจริญนคร35 ดังนั้นการผ่านประตูพิพาทเมื่อใช้ถนนพิพาทของจำเลยที่2และที่3จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการที่จำเลยที่2และที่3ในฐานะเจ้าของตึกแถวเลขที่20ใช้ถนนซอยเจริญนคร35โดยใช้เดินออกจากบ้านเลขที่4ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่783ไปยังตึกแถวเลขที่20โดยผ่านทางประตูพิพาทนั้นเป็นการละเมิดต่อโจทก์จำเลยที่2และที่3จึงชอบที่จะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวได้จะเพียงแต่กล่าวอ้างมาในคำแก้ฎีกาว่าไม่เป็นการละเมิดหาได้ไม่ ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรื้อประตูด้านหลังตึกแถวเลขที่20ที่จำเลยทำขึ้นในตึกแถวของจำเลยแล้วให้ก่ออิฐฉาบปูนเป็นผนังทึบด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยเองซึ่งคำขอดังกล่าวเป็นคำขอประธานส่วนที่โจทก์มีคำขอเรียกค่าเสียหายมาด้วยนั้นเป็นเพียงส่วนประกอบคดีของโจทก์จึงเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา248วรรคสอง ตึกแถวเลขที่20และกำแพงด้านหลังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่3เองและประตูพิพาทก็ใช้วิธีปิดเปิดโดยเปิดเข้าหาตัวบ้านซึ่งไม่มีการรุกล้ำออกไปดังนั้นจำเลยที่3ชอบที่จะทำประตูพิพาทได้ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์แต่ประการใด ฎีกาโจทก์ที่ว่าการที่จำเลยที่3ทำประตูด้านหลังตึกแถวก็เพื่อจงใจจะใช้ถนนซอยเจริญนคร35 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเดือดร้อนเกินสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1337จำเลยที่3จึงไม่มีสิทธิทำประตูดังกล่าวนั้นเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยตามคำขอท้ายฟ้องรวม3ข้อคือข้อ(1)ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อประตูพิพาทออกและก่ออิฐเป็นผนังทึบข้อ(2)ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ3,000บาทนับแต่วันที่1เมษายน2533จนกว่าจะรื้อและปิดประตูพิพาทและข้อ(3)ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหาย100,000บาทแก่โจทก์หากจำเลยทั้งสามไม่สามารถรื้อและปิดประตูพิพาทตามคำขอข้อ(1)ได้ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่สามารถจะบังคับให้จำเลยที่2และที่3ปฏิบัติตามคำขอข้อ(1)ได้เพราะตึกแถวและประตูพิพาทเป็นของจำเลยที่2และที่3เองซึ่งจำเลยที่2และที่3ชอบที่จะทำได้และศาลอุทธรณ์ก็ไม่ได้พิพากษาให้บังคับจำเลยที่2และที่3ปฏิบัติตามคำขอข้อ(3)ของโจทก์เพราะคำขอบังคับตามข้อ(2)และข้อ(3)เป็นคำขอต่อเนื่องกันอาศัยเหตุอย่างเดียวกันจึงถือได้ว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในปัญหาข้อดังกล่าวโดยชอบแล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าของตึกแถวเลขที่ 1513/50-52 หรือเลขที่ 20, 22 และ 24 ซึ่งใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2021 และ 2022 ที่ดินทั้งสองโฉนดดังกล่าวมีแนวเขตติดต่อกันและใช้เป็นทางเดินเข้าออกสู่ถนนเจริญนครโดยโจทก์สงวนสิทธิเป็นทางส่วนบุคคล ด้านหลังของตึกแถวเลขที่ 1513/41-67ถนนเจริญนคร เป็นผนังคอนกรีตทึบตลอดแนวซึ่งติดกับทางเดินในที่ดินทั้งสองโฉนดของโจทก์ เมื่อเดือนมีนาคม 2533 โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำประตูเข้าออกด้านหลังตึกแถวเลขที่ 1513/50หรือเลขที่ 20 เพื่อเดินเข้าออกสู่ถนนเจริญนครผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 2021 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์

การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำอันละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรื้อประตูด้านหลังตึกแถวเลขที่ 1513/50หรือเลขที่ 20 แล้วก่ออิฐฉาบปูนเป็นผนังทึบด้วยค่าใช้จ่ายของตนเองให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาทนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2533 จนกว่าจะปิดช่องประตู คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 17,000 บาท และหากจำเลยทั้งสามไม่สามารถรื้อและปิดช่องประตูตามฟ้องได้ก็ให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์100,000 บาทจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2021 และ 2022 ที่ดินทั้งสองโฉนดเป็นส่วนหนึ่งของถนนซอยเจริญนคร 35 ซึ่งมีที่ดินของผู้อื่นรวมอยู่ด้วยและเป็นถนนซึ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในถนนซอยเจริญนคร 35ใช้ประโยชน์ร่วมกัน

จำเลยที่ 1 และบริวารใช้ถนนซอยเจริญนคร 33หน้าสำนักงานจำเลยที่ 3 เป็นทางเข้าออก ไม่ได้ใช้ถนนซอยเจริญนคร 35 ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ทำประตูด้านหลังตึกแถวตามฟ้อง โจทก์มิได้สงวนสิทธิถนนซอยเจริญนคร 35เป็นถนนส่วนบุคคลของโจทก์ จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 783 ซึ่งบางส่วนของที่ดินแปลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของถนนซอยเจริญนคร 35 และที่ดินดังกล่าวอยู่ตรงข้ามกับด้านหลังตึกแถวเลขที่ 20 จำเลยที่ 3 และบริวารใช้ถนนซอยเจริญนคร 35เป็นทางเข้าออกสู่ถนนเจริญนครด้วยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาจะได้สิทธิภารจำยอมโดยไม่ต้องรับอนุญาตจากผู้ใดเป็นเวลากว่า10 ปีแล้ว ถนนซอยเจริญนคร 35 จึงตกเป็นทางภารจำยอมที่จำเลยที่ 3 ได้มาโดยอายุความจำเลยที่ 3 จึงมีสิทธิที่จะใช้ถนนซอยเจริญนคร 35 จำเลยที่ 3 ทำประตูในตึกแถวของจำเลยที่ 3จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์

ขอให้ยกฟ้องจำเลย ที่ 2 ขาดนัด ยื่นคำให้การศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้องโจทก์โจทก์ อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 100 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน2533 จนกว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะเลิกใช้ประตูด้านหลังตึกเลขที่ 20 ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำขึ้นออกสู่ถนนซอยเจริญนคร 35ของโจทก์ ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1โจทก์ ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยาของจำเลยที่ 3 จำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในตึกแถวเลขที่ 20, 22 และ 24 โดยใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งด้านหน้าติดถนนซอยเจริญนคร 33 ส่วนด้านหลังติดถนนซอยเจริญนคร 35ที่ดินโฉนดเลขที่ 2021 เลขที่ดิน 457 ตามเอกสารหมาย

จ.4และโฉนดเลขที่ 2022 เลขที่ดิน 458 ตามเอกสารหมาย จ.5 อยู่ติดต่อกันและเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์ใช้ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวทำเป็นถนนซอยเจริญนคร 35 ตามเอกสารหมาย จ.6 และทางทิศตะวันตกของที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวติดต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 783เลขที่ดิน 138 ตามเอกสารหมาย ล.2 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3และจำเลยที่ 3 เป็นผู้เจาะกำแพงซึ่งใช้เป็นผนังด้านหลังของตึกแถวเลขที่ 20 แล้วทำเป็นประตูพิพาทเพราะเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 ประตูพิพาทเวลาปิดเปิดใช้วิธีเปิดเข้าหาตัวบ้านซึ่งไม่รุกล้ำออกไป และข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะเจ้าของตึกแถวเลขที่ 20ไม่มีสิทธิใช้ถนนซอยเจริญนคร 35 ดังนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3จึงกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แก้ฎีกาว่าแม้ถนนซอยเจริญนคร 35 จะไม่ตกอยู่ในภารจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินอันเป็นที่ตั้งของตึกแถวเลขที่ 20 ก็ตาม แต่การที่ถนนซอยเจริญนคร 35 ตกอยู่ในภารจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 783 ของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 มีสิทธิที่จะเดินผ่านถนนซอยเจริญนคร 35 ของโจทก์ซึ่งเป็นทางภารจำยอมไปสู่ที่ใดก็ได้การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ถนนซอยเจริญนคร 35 จึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์นั้น

เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะเจ้าของตึกแถวเลขที่ 20ใช้ถนนซอยเจริญนคร 35 โดยใช้เดินออกจากบ้านเลขที่ 4ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 783 ไปยังตึกแถวเลขที่ 20โดยผ่านทางประตูพิพาทนั้น เป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2และที่ 3 จึงชอบที่จะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว จะเพียงแต่กล่าวอ้างมาในคำแก้ฎีกาหาได้ไม่ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แก้ฎีกาว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามนั้นเห็นว่าตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรื้อประตูด้านหลังตึกแถวเลขที่ 20ที่จำเลยทำขึ้นในตึกแถวของจำเลยแล้วให้ก่ออิฐฉาบปูนเป็นผนังทึบด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยเอง ซึ่งคำขอดังกล่าวเป็นคำขอประธานส่วนที่โจทก์มีคำขอเรียกค่าเสียหายมาด้วยนั้นเป็นเพียงส่วนประกอบคดีของโจทก์จึงเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้

ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสองคดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การที่จำเลยที่ 3 ทำประตูพิพาทหลังตึกแถวเลขที่ 20 เป็นการละเมิดหรือไม่เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่าตึกแถวเลขที่ 20 และกำแพงด้านหลังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 เอง และประตูพิพาทก็ใช้วิธีปิดเปิดโดยเปิดเข้าหาตัวบ้านซึ่งไม่มีการรุกล้ำออกไป ดังนั้นจำเลยที่ 3 ชอบที่จะทำประตูพิพาทได้ ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์แต่ประการใด ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 3 ทำประตูด้านหลังตึกแถวก็เพื่อจงใจจะใช้ถนนซอยเจริญนคร 35 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเดือดร้อนเกินสมควรแก่เหตุ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิทำประตูดังกล่าวนั้น

เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้อุทธรณ์เป็นประเด็นไว้ว่าถ้าจำเลยไม่สามารถรื้อและปิดช่องประตูพิพาทได้ให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 100,000บาท แต่ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัย จึงขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเห็นว่าในปัญหาข้อนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยตามคำขอท้ายฟ้องรวม 3 ข้อ คือ ข้อ (1) ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อประตูพิพาทออกและก่ออิฐเป็นผนังทึบ ข้อ (2) ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท

นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2533จนกว่าจะรื้อและปิดประตูพิพาท และข้อ (3) ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่สามารถรื้อและปิดประตูพิพาทตามคำขอข้อ (1) ได้ ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่สามารถจะบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3ปฏิบัติตามคำขอข้อ (1) ได้ เพราะตึกแถวและประตูพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เอง ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ชอบที่จะทำได้และศาลอุทธรณ์ก็ไม่ได้พิพากษาให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3ปฏิบัติตามคำขอข้อ (3) ของโจทก์ เพราะคำขอบังคับตามข้อ (2)และข้อ (3) เป็นคำขอต่อเนื่องกันอาศัยเหตุอย่างเดียวกันจึงถือได้ว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในปัญหาข้อดังกล่าวโดยชอบแล้วมิใช่ยังไม่ได้วินิจฉัยดังโจทก์ฎีกาปัญหาต่อไปมีว่า

ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์นั้นเหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ที่นำสืบก็ไม่ปรากฏว่าการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เดินในถนนซอยเจริญนคร 35 จากบ้านเลขที่ 4 ไปยังตึกแถวเลขที่ 20 ผ่านทางประตูพิพาทนั้นโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร หรือเพียงใด เพียงแต่โจทก์มีนายบุญชู ฉายประเสริฐกุล ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ดำเนินคดีคดีนี้มาเบิกความขอค่าเสียหายลอย ๆ ว่า ขอเดือนละ 3,000 บาทเช่นนี้นับว่าไม่ชอบด้วยเหตุผล อย่างไรก็ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด" ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วตามพฤติการณ์ที่ปรากฏในคดีนี้นับว่าการละเมิดไม่ร้ายแรงนัก

เพราะบ้านเลขที่ 4และตึกแถวเลขที่ 20 ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินของจำเลยที่ 3 เองก็ตั้งอยู่ติดถนนซอยเจริญนคร 35โดยอยู่คนละฝั่งถนนซอยตรงข้ามกัน อีกทั้งในถนนซอยดังกล่าวมีทั้งโรงแรม โรงงาน คนงานและประชาชนทั่วไปสัญจรไปมาอยู่แล้วการปิดเปิดประตูพิพาทก็มิได้รุกล้ำออกมา แสดงว่าจำเลยที่ 2และที่ 3 ก็ระมัดระวังในการใช้สิทธิแห่งตนพอสมควร อีกทั้งด้านหน้าของตึกแถวเลขที่ 20 ก็มีถนนซอยเจริญนคร 33 ซึ่งจำเลยที่ 2และที่ 3 ใช้เดินไปสู่ถนนเจริญนครเป็นปกติอยู่แล้ว ดังนั้นจึงเห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์เดือนละ 100 บาท นั้นนับว่าสมควรแก่กรณีแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชัยนาท พันตาวงศ์ · อากาศ บำรุงชีพ · มหินทร์ สุรดินทร์กูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้