Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 252/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความในมาตรา 125 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541ที่บัญญัติว่าในกรณีที่นายจ้างหรือลูกจ้างไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุดนั้นต่อเนื่องมาจากความในวรรคหนึ่งที่ว่าเมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้างหรือลูกจ้างไม่พอใจคำสั่งนั้นให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายใน 30วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสหรือให้สิทธิแก่นายจ้างหรือลูกจ้างที่ไม่เห็นชอบด้วยกับคำสั่งนำคดีไปฟ้องศาลเพื่อให้ตรวจสอบคำสั่งดังกล่าวอีกชั้นหนึ่ง แต่หากนายจ้างหรือลูกจ้างไม่ประสงค์จะใช้สิทธิดังกล่าวแสดงว่านายจ้างหรือลูกจ้างไม่มีข้อโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว ความในวรรคสองจึงบัญญัติให้เป็นที่สุด ซึ่งหมายถึงเป็นที่สุดสำหรับนายจ้างหรือลูกจ้างด้วย มิใช่เป็นที่สุดเฉพาะในทางบริหาร เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม จึงเป็นปริยายว่าจำเลยที่ 1 ไม่อาจโต้แย้งหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้อีกได้ กรณีมิใช่เรื่องการนำบทบัญญัติมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตัดสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นการบังคับใช้หรือตีความกฎหมายโดยไม่ชอบ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/25 จึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 5 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในค่าชดเชยต่อโจทก์แต่ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์โดยไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ศาลฎีกาจึงแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งหัวหน้างาน ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 130,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 27 ของเดือน ต่อมาเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2544

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 และเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน2544 จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2544 จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 แต่ไม่จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี และเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2545 พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งที่ 16/2545 ให้จำเลยที่ 2จ่ายค่าชดเชยจำนวน 780,000 บาท แก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่ทราบคำสั่ง แต่จำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตาม ต่อมาวันที่ 26 สิงหาคม 2545 โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองที่ศาลแรงงานกลางต่อศาลล้มละลายกลางและได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองได้

ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าชดเชย780,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งที่ 16/2545 ลงวันที่ 29มกราคม 2545 ของพนักงานตรวจแรงงาน แต่มิได้ยื่นฟ้องเพื่อเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเนื่องจากเข้าใจโดยสุจริตว่าโจทก์ต้องมายื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางเพื่อขอรับชำระหนี้ ทั้งนี้จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ซึ่งทำงานในโครงการผลิตเหล็กพรุนอันมิใช่งานปกติธุรกิจของจำเลยที่ 1 และเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลากล่าวคือสัญญาจ้างฉบับที่ 1 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2539 มีอายุ 1 ปี และสิ้นสุดในวันที่ 17 พฤศจิกายน2540 สัญญาจ้างฉบับที่ 2 ลงวันที่ 30 เมษายน 2541 แก้ไขเพิ่มเติมสัญญาจ้างฉบับที่ 1โดยขยายระยะเวลาการจ้างไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2542 และสัญญาจ้างฉบับที่ 3ลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2542 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงต่ออายุสัญญาจ้างกันเดือนต่อเดือน แต่ในปี 2540 เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจของประเทศส่งผลกระทบต่อกิจการของจำเลยที่ 1 อย่างรุนแรงโดยขาดสภาพคล่องทางการเงิน

จำเป็นต้องยกเลิกโครงการ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย อย่างไรก็ตามเมื่อนับระยะเวลาจ้างตามสัญญาจ้างฉบับที่ 3 ตั้งแต่วันที่ลงในสัญญาคือวันที่ 3 พฤษภาคม 2542 จนถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2544 อันเป็นวันที่บอกเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ทำงานมาเพียง 2 ปี6 เดือน ยังไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน ดังนั้นการที่พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้โจทก์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย6 เดือน จึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงและไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เป็นการใช้อำนาจในการจัดการกิจการของจำเลยที่ 1 ภายใต้กฎหมายล้มละลายว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการ

จำเลยที่ 2ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว และคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 16/2545 ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าชดเชยจากจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้องในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองแถลงรับว่า จำเลยทั้งสองทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตามเอกสารท้ายคำฟ้องของโจทก์แล้ว และมิได้ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลแรงงานกลางเห็นว่าไม่มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องดังกล่าวจึงงดสืบพยานศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เมื่อคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดแล้วจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ตามกฎหมาย จึงมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวและโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเพราะได้รับอนุญาตจากศาลล้มละลายกลางให้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองได้ และคำฟ้องโจทก์ไม่ได้ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 780,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางที่ว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามชอบหรือไม่ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่ากรณีที่คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดตามความในมาตรา 125 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมายถึงเป็นที่สุดเฉพาะในทางบริหารเท่านั้น ไม่อาจนำมาเป็นข้อจำกัดสิทธิหรือตัดสิทธิของจำเลยที่ 1 ในการต่อสู้คดีได้นั้น เห็นว่า ความในมาตรา 125วรรคสอง ที่บัญญัติว่าในกรณีที่นายจ้างหรือลูกจ้างไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุดนั้น ต่อเนื่องมาจากความในวรรคหนึ่งที่ว่าเมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว

ถ้านายจ้างหรือลูกจ้างไม่พอใจคำสั่งนั้นให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสหรือให้สิทธิแก่นายจ้างหรือลูกจ้างที่ไม่เห็นชอบด้วยกับคำสั่งนำคดีไปฟ้องศาลเพื่อให้ตรวจสอบคำสั่งดังกล่าวอีกชั้นหนึ่ง แต่หากนายจ้างหรือลูกจ้างไม่ประสงค์จะใช้สิทธิดังกล่าว แสดงว่านายจ้างหรือลูกจ้างไม่มีข้อโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว ความในวรรคสองจึงบัญญัติให้เป็นที่สุด ซึ่งหมายถึงเป็นที่สุดสำหรับนายจ้างหรือลูกจ้างด้วย มิใช่เป็นที่สุดเฉพาะในทางบริหารดังจำเลยที่ 1 อ้างแต่อย่างใดที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อไปว่า บทบัญญัติในมาตรา 8 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 เป็นบทบังคับแก่ผู้ที่นำคดีมาสู่ศาลซึ่งต้องปฏิบัติหรือดำเนินการก่อนจึงจะฟ้องคดีต่อศาลได้ แต่ศาลแรงงานกลางกลับนำบทบัญญัติดังกล่าวมาตัดสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1เป็นการใช้หรือตีความกฎหมายโดยไม่ชอบนั้น

เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม จึงเป็นปริยายว่าจำเลยที่ 1 ไม่อาจโต้แย้งหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้อีกได้ กรณีมิใช่เรื่องการนำบทบัญญัติแห่งมาตรา 8 วรรคสอง มาตัดสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นการบังคับใช้หรือตีความกฎหมายโดยไม่ชอบดังจำเลยที่ 1 อ้างแต่อย่างใด คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 1 เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปอนึ่ง จำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/25 จึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 5 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในค่าชดเชยต่อโจทก์แต่ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์โดยไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวนั้น

ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง"

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อรพินท์ เศรษฐมานิต · รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้