Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2518/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยได้กู้เงินไปเพียง 30,000 บาท แต่โจทก์กลับไปกรอกข้อความในสัญญาเงินกู้เป็นเงินถึง 109,000 บาท โดยจำเลยไม่ได้ยินยอม สัญญากู้จึงเป็นเอกสารปลอม โจทก์ไม่อาจนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในการฟ้องคดีได้ เมื่อเงินกู้จำนวนดังกล่าวไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยซึ่งเป็นผู้กู้มาแสดง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีให้จำเลยรับผิดชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 109,000 บาท จำเลยรับเงินครบถ้วนแล้ว ตกลงให้ดอกเบี้ยตามกฎหมาย ภายหลังทำสัญญาจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ย ครั้นหนี้ถึงกำหนดชำระจำเลยไม่นำต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างมาชำระ ทำให้โจทก์เสียหาย ดอกเบี้ยคิดจากวันกู้ถึงวันฟ้อง 17,914.07 บาท รวมเป็นหนี้คิดถึงวันฟ้อง 126,914.07 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 126,914.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 109,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์เพียง 30,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อเดือน โจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มสัญญากู้ท้ายฟ้องโดยไม่มีการกรอกข้อความใดๆ หลังจากนั้นจำเลยได้ผ่อนชำระไปแล้วเดือนละ 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 18,000 บาท คงค้างต้นเงินจำนวน 12,000 บาท โจทก์กับสามีสมคบกันไปกรอกจำนวนเงินเองเป็น 109,000 บาท โดยจำเลยมิได้รู้เห็นและยินยอม สัญญากู้ท้ายฟ้องจึงเป็นเอกสารปลอม จำเลยไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 126,914.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 109,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มีนาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่าเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่เอกสารหมาย จ.1 จริง มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะต้องรับผิดใช้เงินตามสัญญากู้ฉบับดังกล่าวหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์กับนายถวิล สมบูรณ์ เป็นพยานเบิกความว่าเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2541 จำเลยได้มาขอกู้ยืมเงินจากโจทก์ไป 109,000 บาท โจทก์ตกลงให้กู้และได้มอบเงินให้จำเลยรับไปแล้วได้ทำสัญญากู้ไว้ตามหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่เอกสารหมาย จ.1 นายถวิลเบิกความยืนยันว่าตนเป็นทำสัญญาดังกล่าวโดยเป็นผู้กรอกข้อความลงในช่องว่างแล้วให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้ ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความยืนยันว่า

จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ไปเพียง 30,000 บาท เท่านั้น และได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่เอกสารหมาย จ.1 จริง แต่สัญญากู้ดังกล่าวไม่ได้กรอกข้อความไว้ โจทก์มากรอกข้อความภายหลัง เห็นว่า พยานบุคคลทั้งสองฝ่ายต่างเบิกความไปคนละทาง จึงเป็นการยากที่จะเชื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ แต่เมื่อได้พิเคราะห์หนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่เอกสารหมาย จ.1 แล้ว ปรากฏว่าสีหมึกที่ใช้เขียนข้อความในช่องทำที่กับข้อความในช่องว่างในข้อ 2 แตกต่างกับสีหมึกที่ใช้เขียนข้อความในช่องว่างต่างๆ อย่างเห็นได้ชัด นอกจากนั้นลายมือชื่อของจำเลยในช่องผู้กู้สีของหมึกที่ใช้เขียนก็แตกต่างออกไปอีก แสดงให้เห็นว่าใช้ปากกาคนละด้ามเขียน

ดังนั้น ที่นายถวิลเบิกความข้อความที่เขียนในเอกสารและที่จำเลยลงลายมือชื่อใช้ปากกาด้ามเดียวกัน จึงรับฟังไม่ได้เป็นพิรุธ นอกจากนี้ในสัญญากู้ดังกล่าวระบุว่า นายสุทัศน์สามีจำเลยเป็นผู้กู้แต่จำเลยกลับลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ด้วยตนเองซึ่งหากมีการเขียนสัญญากู้ในวันที่จำเลยมาขอกู้ยืมเงินจริงก็ไม่น่าจะเกิดการผิดพลาดได้เช่นนี้ พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นพิรุธน่าสงสัยมีน้ำหนักน้อย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า สัญญากู้ดังกล่าวมีการกรอกข้อความในภายหลังตามที่จำเลยนำสืบ มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปเป็นจำนวนเท่าใด โจทก์นำสืบว่า จำเลยกู้ยืมเงินไป 109,000 บาท แต่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่ากู้ยืมเงินไปเพียง 30,000 บาท ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็มีแต่พยานบุคคลเบิกความยันกันเท่านั้น

ส่วนหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งเป็นพยานเอกสารนั้นข้อเท็จจริงก็ได้ความว่า เป็นการกรอกข้อความภายหลัง จึงไม่อาจใช้เป็นพยานเอกสารสนับสนุนข้อนำสืบของโจทก์ได้ แต่เมื่อได้พิเคราะห์ฐานะของโจทก์ในขณะที่ให้จำเลยกู้ยืมเงินแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในขณะนั้นโจทก์ยังเป็นหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาห้วยยอด อีกหลายจำนวน ซึ่งรวมกันแล้วโจทก์เป็นหนี้ถึง 430,000 บาท และยังเป็นลูกหนี้ของบรษัทสหมิตรธุรกิจอีกถึง 30,000 บาท หนี้ทั้งหมดโจทก์ยังมิได้ชำระให้แก่เจ้าหนี้แต่อย่างใด จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะมีเงินถึงจำนวน 109,000 บาท มาให้จำเลยกู้ได้ ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อได้ว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปเพียง 30,000 บาท ตามที่จำเลยนำสืบเท่านั้น

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยจะต้องชำระหนี้จำนวน 30,000 บาท ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้กู้เงินไปเพียง 30,000 บาท แต่โจทก์กลับไปกรอกข้อความในสัญญากู้เป็นจำนวนเงินถึง 109,000 บาท โดยจำเลยไม่ได้ยินยอม สัญญากู้จึงเป็นเอกสารปลอม โจทก์ไม่อาจนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในฟ้องคดีได้เมื่อเงินกู้จำนวนดังกล่าวไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยซึ่งเป็นผู้กู้มาแสดง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีให้จำเลยรับผิดชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
องอาจ โรจนสุพจน์ · ประชา ประสงค์จรรยา · พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้