Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 251/2523

พ.ศ. 2523 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ปัญหาที่ว่าโจทก์นำเช็คที่จำเลยที่ 1 ขายให้ไปเข้าบัญชีหลังวันถึงกำหนดสั่งจ่ายเงินในบัญชีของจำเลยที่ 1 จึงไม่พอจ่าย หนี้ย่อมระงับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดก็ดี ปัญหาที่ว่าสัญญาจำนองที่ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ลงชื่อแทนโจทก์ โดยมิได้ประทับตราของโจทก์ไม่มีผลบังคับก็ดี และปัญหาที่ว่าสัญญาขายลดเช็คสัญญาค้ำประกันลงชื่อจำเลยฝ่ายเดียวเป็นโมฆะก็ดี ล้วนเป็นเรื่องส่วนได้เสียของจำเลยเองมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนโจทก์เคยทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ด้วยวาจาแล้วหลายครั้ง การที่โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองกำหนดเวลาให้ชำระหนี้จำนวน 1,350,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับหนังสือบอกกล่าวนั้น เป็นการบอกกล่าวภายในเวลาอันสมควรแล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการ จำเลยที่ 1 นำเช็คมาขายลดให้แก่โจทก์สองฉบับฉบับหนึ่งจำนวนเงิน 1,250,000 บาท อีกฉบับหนึ่งจำนวนเงิน 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,350,000 บาท เช็คดังกล่าวจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและสลักหลังค้ำประกันจำเลยที่ 1 ได้รับเงินไปแล้วจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการและในฐานะส่วนตัวสัญญาว่าถ้าไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดในหนี้นั้นเต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ในการขายลดเช็คนี้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันในวงเงินคนละไม่เกิน 1,250,000บาท และยอมชำระดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของยอดเงินค้างชำระนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยไม่ต้องฟ้องบังคับจากจำเลยที่ 1 ก่อนนอกจากนั้นจำเลยที่ 1 ยังได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 1433 ตำบลบางประกอกอำเภอราษฎร์บูรณะ

กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 มาจำนองไว้กับโจทก์เป็นประกันหนี้ดังกล่าวด้วยโดยสัญญาว่าหากขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองได้ไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดใช้เงินที่ยังขาดอยู่จนครบ เมื่อเช็คทั้งสองฉบับถึงกำหนด โจทก์นำเช็คเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสี่ให้ชำระหนี้แก่โจทก์หลายครั้ง ครั้งสุดท้ายได้มอบหมายให้ทนายมีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยทั้งสี่และบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยแก่โจทก์จำนวน 53,525 บาทขอให้ศาลบังคับจำเลยใช้เงิน 1,403,525 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีในต้นเงิน 1,350,000 บาท

นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ หากไม่ชำระก็ให้บังคับจำนองที่ดินที่จำเลยที่ 1 นำมาจำนองไว้ขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ถ้าไม่พอก็ขอให้ยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่ขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนครบจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ให้การร่วมกันว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับจำเลยที่ 2สั่งจ่ายเพื่อประกันการกู้เงิน โจทก์ได้ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ทำหนังสือค้ำประกันไว้ด้วยโดยโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ไม่มีมูลหนี้ตามเช็คและหนังสือค้ำประกัน โจทก์ควรจะฟ้องบังคับจำนองที่ดินจากจำเลยที่ 1 เสียก่อน เพราะที่ดินที่จำนองมีราคาเกินกว่าจำนวนหนี้ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4และไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 1,403,525บาทแก่โจทก์

พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีจากต้นเงิน 1,350,000 บาทนับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 ร่วมรับผิดในต้นเงิน 1,250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่ค้างถึงวันฟ้อง 48,801.31 บาทรวมเป็นเงิน 1,298,801.31 บาท กับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,250,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระเงินให้โจทก์บังคับจำนองขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ ถ้าบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ขายทอดตลาด เพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบตามส่วนที่จำเลยแต่ละคนจะต้องรับผิดจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกที่ว่าโจทก์นำเช็คสองฉบับที่จำเลยที่ 1 ขายแก่โจทก์ไปเข้าบัญชีหลังจากวันถึงกำหนดสั่งจ่ายหนึ่งเดือนเศษ

เงินในบัญชีจึงไม่พอจ่าย เป็นความผิดของโจทก์เองหนี้ย่อมระงับไป จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นความรับผิด ข้อสองที่ว่าสัญญาจำนองซึ่งผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เป็นผู้ลงชื่อแทนโจทก์มิได้ประทับตราบริษัทโจทก์ไม่มีผลบังคับ และข้อสามที่ว่าสัญญาขายลดเช็คและสัญญาค้ำประกันลงลายมือชื่อจำเลยฝ่ายเดียว ฝ่ายโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อด้วยเป็นโมฆะ เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น และมิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้และวินิจฉัยว่าโจทก์ทวงถามและมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบแล้วพิพากษายืนจำเลยทั้งสี่ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายประการแรกว่า อุทธรณ์ของจำเลยข้อที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนอันจำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ได้ แม้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกที่ว่าโจทก์นำเช็คที่จำเลยที่ 1 ขายให้ไปเข้าบัญชีหลังจากวันถึงกำหนดสั่งจ่าย เงินในบัญชีของจำเลยที่ 1 จึงไม่พอจ่ายหนี้ย่อมระงับ จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นความรับผิด ข้อสองที่ว่าสัญญาจำนองที่ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ ลงชื่อแทนโจทก์โดยมิได้ประทับตราบริษัทโจทก์ ไม่มีผลบังคับ และข้อสามที่ว่าสัญญาขายลดเช็คสัญญาค้ำประกันลงชื่อจำเลยฝ่ายเดียวเป็นโมฆะ เห็นว่าเป็นเรื่องส่วนได้เสียของจำเลยเอง มิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยวินิจฉัยเรื่องการบอกกล่าวบังคับจำนองว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสี่ได้รับการทวงถามด้วยวาจาและด้วยหนังสือมีข้อความตามเอกสารหมาย

จ.14โดยหนังสือนั้นเป็นคำบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ผู้จำนองแล้วจำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด การที่โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองกำหนดเวลาให้ชำระหนี้จำนวน 1,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับหนังสือบอกกล่าวเป็นเวลาอันสมควรแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมบูรณ์ บุญภินนท์ · ชุบ วีระเวคิน · อัมพล สุวรรณภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้