Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2542 (เลขอ้างอิง 24983)

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

น. เป็นคนหมู่บ้านเดียวกันกับจำเลยที่ 1 บ้านอยู่ห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตรเคยเห็นจำเลยที่ 1 มาก่อนเกิดเหตุ ย่อมจำจำเลยที่ 1 ได้ไม่ผิดตัวแน่นอน และไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงว่า น. จะแกล้งใส่ร้ายปรักปรำจำเลยที่ 1 การที่ น. ไม่ได้ร้องตะโกนบอกชาวบ้านให้มาช่วยดับไฟและไม่ได้ไปแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจทันที เพราะผู้ชุมนุมประท้วงมีมากและเจ้าพนักงานตำรวจกับประชาชนเข้าไปดับไฟก็ถูกผู้ชุมนุมประท้วงขัดขวางและทำร้ายจนไม่สามารถดับไฟได้เช่นนี้ ไม่ได้เป็นเหตุให้ไม่น่าเชื่อว่า น.ไม่เห็นเหตุการณ์ คำเบิกความของ น. สมเหตุสมผล แม้โจทก์จะมี น. เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวก็มีน้ำหนักน่าเชื่อถือพยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองและวางเพลิงเผาทรัพย์ การสอบคำให้การ ต. และนายดาบตำรวจ ป. มีขึ้นก่อนที่จำเลยที่ 2 ถูกจับกุมแม้ข้อความที่บันทึกจะเป็นพยานบอกเล่าและไม่ได้ทำต่อหน้าจำเลยที่ 2 ก็สามารถใช้รับฟังประกอบคำเบิกความของพันตำรวจโท ร. ซึ่งเป็นประจักษ์พยานลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ จำเลยที่ 2 ถือกระป๋องน้ำมันมา และมีผู้ถือคบเพลิง 10 ถึง 20 คน เข้าไปรายล้อมจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 เทน้ำมันจากกระป๋องลงไปที่คบเพลิง พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ผิดแผกไปจากผู้ประท้วงอื่น ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 โดดเด่นน่าสนใจกว่าผู้ประท้วงอื่นการที่พันตำรวจโทร. จำจำเลยที่ 2 ได้ จึงเป็นเรื่องที่น่าเชื่อถือแม้พยานโจทก์จะไม่มีผู้ใดเบิกความว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนจุดไฟเผาอาคารที่เกิดเหตุแต่คำเบิกความของพันตำรวจโท ร. ประกอบบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของ ต.และนายดาบตำรวจ ป. รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนราดน้ำมันลงในคบเพลิงที่ใช้โยนขึ้นไปเผาหลังคาอาคารเก็บพัสดุ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับผู้ที่จุดไฟคบเพลิงโยนขึ้นไปบนหลังคาอาคารเก็บพัสดุอันเป็นการวางเพลิงเผาอาคารดังกล่าวแล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยเรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2คดีทั้งสองสำนวนโจทก์ฟ้องเป็นทำนองเดียวกันขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 140, 215, 217, 218, 295, 335, 362, 364,365 ริบของกลาง และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2347/2536 ของศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคแรก, 217, 218(1)(4) เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218(1)(4) จำคุกคนละ20 ปี ยกฟ้องข้อหาอื่น คำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่2347/2536 ให้ยกเพราะคดีดังกล่าวศาลมิได้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่15 กันยายน 2535 เวลาประมาณ 8 นาฬิกา มีชาวบ้านประมาณ 800 คน มาชุมนุมประท้วงที่สถานีทดลองยางบุรีรัมย์ ในที่สุดผู้ประท้วงได้จุดไฟเผาอาคารเก็บพัสดุบ้านพักคนงาน และอาคารอื่นในสถานีทดลองยางบุรีรัมย์เสียหาย โดยกลุ่มผู้ประท้วงได้ขว้างก้อนหินเข้าใส่เจ้าพนักงานตำรวจและคนงานของสถานีทดลองยางบุรีรัมย์เพื่อขัดขวางไม่ให้ดับไฟ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดฐานร่วมกันก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองและวางเพลิงเผาทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 พยานโจทก์มีนางสาวนิรันดร์ บุญเขื่อง ซึ่งเป็นลูกจ้างของสถานีทดลองยางบุรีรัมย์เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุขณะชาวบ้านมาชุมนุมกันที่อาคารเอนกประสงค์

พยานอยู่ที่อาคารเอนกประสงค์ ต่อมาเมื่อผู้ชุมนุมโยนคบเพลิงขึ้นไปบนหลังคาอาคารเก็บพัสดุซึ่งมุงด้วยหญ้าคา เป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นและผู้ชุมนุมได้ไปเผาบ้านพักรองหัวหน้าสถานีทดลองยางบุรีรัมย์ พยานจึงกลับไปเก็บของที่บ้านพักพยานแล้วพยานออกมายืนอยู่ที่ป่ายางข้างบ้านพัก เห็นจำเลยที่ 1นายยอด เข็มขัด นายนาย เลขนอก กับพวกรวมทั้งหมด 5 ถึง 6 คน มาที่บ้านพักคนงานที่พยานอาศัยอยู่จำเลยที่ 1 จุดไม้ขีดไฟเผาหลังคาบ้านพักคนงานห่างพยาน 6 ถึง 7 เมตรพยานเข้าไปขอร้องไม่ให้เผาพร้อมกับร้องไห้ แต่จำเลยที่ 1 กับพวกไม่ฟัง หลังจากจุดไฟขึ้นแล้วจำเลยที่ 1 ยืนมองดูอยู่ประมาณ 5 ถึง 6 นาที จึงจากไป ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันนางสาวนิรันดร์เห็นจำเลยที่ 1 ในระยะใกล้ทั้งยังเข้าไปพูดขอร้องจำเลยที่ 1ไม่ให้เผาบ้านพัก

เมื่อจุดไฟเผาแล้วจำเลยที่ 1 ยังยืนมองดูอยู่อีก 5 ถึง 6 นาที นางสาวนิรันดร์เป็นคนหมู่บ้านเดียวกันกับจำเลยที่ 1 บ้านอยู่ห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตร เคยเห็นจำเลยที่ 1 มาก่อนเกิดเหตุ นางสาวนิรันดร์ย่อมจำจำเลยที่ 1 ได้ไม่ผิดตัวแน่นอนนางสาวนิรันดร์ไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงว่านางสาวนิรันดร์จะแกล้งใส่ร้ายปรักปรำจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่านางสาวนิรันดร์ไม่ได้ตะโกนบอกให้ประชาชนทราบเพื่อให้มาช่วยดับเพลิงทั้งไม่ได้แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจทันทีจึงไม่น่าเชื่อว่านางสาวนิรันดร์จะอยู่ในเหตุการณ์ด้วยนั้น เห็นว่าผู้ที่ไปชุมนุมประท้วงมีประมาณ 800 คน ซึ่งเป็นพวกเดียวกับจำเลยที่ 1 นั่นเอง ในเมื่อผู้มาร่วมชุมนุมประท้วงกับผู้จุดไฟวางเพลิงเป็นพวกเดียวกันและการจุดไฟเผาอาคารเก็บพัสดุซึ่งเกิดขึ้นก่อน

เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจและคนงานเข้าไปดับไฟก็ถูกผู้ที่มาชุมนุมประท้วงขัดขวางและทำร้ายจนเจ้าพนักงานตำรวจและคนงานไม่สามารถดับไฟได้ทั้งยังมีอาคารและบ้านพักอีกหลายหลังถูกวางเพลิงก่อนหน้าที่บ้านพักที่นางสาวนิรันดร์อาศัยอยู่จะถูกวางเพลิง จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่นางสาวนิรันดร์จะตะโกนบอกให้ประชาชนทราบเพื่อให้มาช่วยดับเพลิงกลับจะเป็นเหตุให้ถูกทำร้ายเสียอีก สำหรับการแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจในทันทีนั้นในเมื่อการเผาอาคารเก็บพัสดุเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเจ้าพนักงานตำรวจเจ้าพนักงานตำรวจก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้ อย่าว่าแต่การจับกุมผู้วางเพลิงเผาทรัพย์เลยแม้แต่การดับไฟเจ้าพนักงานตำรวจก็ยังถูกผู้ร่วมชุมนุมซึ่งมีจำนวนมากกว่าหลายเท่าขัดขวางและทำร้ายจนไม่สามารถดับไฟได้

การไปแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจในขณะนั้นทันทีย่อมไม่มีผลอะไร ทั้งนางสาวนิรันดร์ได้เก็บสิ่งของออกจากบ้านพักย่อมเป็นห่วงสิ่งของของตนมากกว่า การที่นางสาวนิรันดร์ไม่ได้ร้องตะโกนบอกชาวบ้านให้มาช่วยดับไฟและไม่ได้ไปแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจทันที ไม่ได้เป็นเหตุให้ไม่น่าเชื่อว่านางสาวนิรันดร์ไม่เห็นเหตุการณ์ นางสาวนิรันดร์เป็นผู้หญิงตัวคนเดียวจำเลยที่ 1 กับพวกมีจำนวน 5 ถึง 6 คน แม้จะเป็นห่วงบ้านที่ตนพักเพียงใดนางสาวนิรันดร์ย่อมไม่กล้าขัดขวางจำเลยที่ 1 กับพวก การที่นางสาวนิรันดร์เข้าไปขอร้องจำเลยที่ 1 ไม่ให้เผาบ้านพักของตน ในภาวะเช่นนั้นเป็นการกระทำที่สมควรแก่เหตุการณ์แล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ยอมฟัง นางสาวนิรันดร์จึงได้แต่ร้องไห้เพราะไม่สามารถขัดขวางจำเลยที่ 1 ได้

คำเบิกความของนางสาวนิรันดร์สมเหตุสมผล แม้โจทก์จะมีนางสาวนิรันดร์เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว คำเบิกความของนางสาวนิรันดร์ก็มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่านายฉอ้อน เบื้องกลาง นางสาวเตี้ยหรือเตี๋ยอุ่นสำโรง นายบดี นพวงศ์ ณ อยุธยา และนางสาวพนิดา แก้วกระจ่าง พยานโจทก์ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุไม่เห็นจำเลยที่ 1 อยู่ในกลุ่มชาวบ้านที่มาประท้วงจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดนั้น เห็นว่า ผู้ที่มาประท้วงมีจำนวนประมาณ800 คน ทั้งที่เกิดเหตุก็มีบริเวณกว้างมากและขณะเกิดเหตุมีการชุลมุนวุ่นวาย มีเพลิงไหม้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จะพบเห็นผู้ที่มาร่วมชุมนุมทุกคน

การที่พยานโจทก์ดังกล่าวไม่พบเห็นจำเลยที่ 1 ไม่ได้แสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ไปร่วมชุมนุมประท้วงด้วย หากโจทก์มีพยานยืนยันว่าเห็นจำเลยที่ 1 เข้าร่วมชุมนุมด้วย ก็รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เข้าร่วมชุมนุมประท้วงด้วยได้ ซึ่งพยานโจทก์นอกจากนางสาวนิรันดร์แล้วยังมีนายชัยณรงค์ ฉิมนอก เบิกความว่า เห็นจำเลยที่ 1 อยู่ในกลุ่มชาวบ้านที่มาประท้วงร้อยตำรวจเอกกิตติ ฤทธิ์เวโรจน์ เบิกความว่า เห็นจำเลยที่ 1 ร่วมชุมนุมด้วย พยานเคยเห็นหน้าจำเลยที่ 1 มาก่อนหลายครั้งตอนออกตรวจท้องที่ จึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1ได้ร่วมชุมนุมประท้วงด้วย ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าตามคำเบิกความของนายดาบตำรวจประเสริฐ รักษาคุณ พยานโจทก์แสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดนั้น

เห็นว่านายดาบตำรวจประเสริฐเบิกความว่า จำเลยที่ 1 เดินไปกับพวกพยานไปที่บ้านพักหัวหน้าสถานีขณะนั้นเป็นเวลาก่อนเที่ยง ไฟไหม้โรงรถแล้ว พยานบอกจำเลยที่ 1ให้ช่วยดูแลเหตุการณ์ด้วยเนื่องจากจำเลยที่ 1 คอยเป็นสายลับให้ จำเลยที่ 1 บอกว่ามีชาวบ้านเก็บของของทางราชการไป จำเลยที่ 1 ตามพยานไป ก่อนถึงบ้านที่จะไปเก็บของจำเลยที่ 1 แยกตัวไป ตามคำเบิกความของนายดาบตำรวจประเสริฐไม่ได้แสดงว่าจำเลยที่ 1 อยู่กับนายดาบตำรวจประเสริฐตลอดเวลา คำเบิกความของนายดาบตำรวจประเสริฐไม่อาจยืนยันได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิด เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองและวางเพลิงเผาทรัพย์

พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์มีพันตำรวจโทโรมรัน จินดานุภาพ พนักงานสอบสวนเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานยืนอยู่หน้าอาคารอเนกประสงค์ห่างกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 30 เมตร เห็นจำเลยที่ 2 ถือกระป๋องน้ำมัน มีผู้ชุมนุมซึ่งถือคบเพลิงประมาณ 10 ถึง 20 คน เดินเข้าไปหาจำเลยที่ 2 และยืนอยู่รอบจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2เทของในกระป๋องน้ำมันลงไปที่คบเพลิง จากนั้นมีการจุดไฟที่คบเพลิงนั้นแล้วผู้ที่ถือคบเพลิงขว้างคบเพลิงขึ้นไปบนหลังคาห้องพัสดุซึ่งเป็นหญ้าคาไฟลุกลามขึ้นนอกจากนี้พยานโจทก์ยังมีนางสาวเตี้ยหรือเตี๋ย อุ่นสำโรง เบิกความว่า เห็นจำเลยที่ 2 ในที่เกิดเหตุด้วยแม้พยานปากนี้จะเบิกความว่าจำเลยที่ 2 อยู่ในกลุ่มผู้ที่มาดูเหตุการณ์จำเลยที่ 2ถือไม้เรียวเล็ก

ๆ อยู่ในมือ แต่ปรากฏตามบันทึกคำให้การพยานเอกสารหมาย จ.7 ว่าในชั้นสอบสวนนางสาวเตี้ยให้การว่า เมื่อเวลาประมาณ 11 นาฬิกา นางสาวเตี้ยเห็นจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกันเอากระป๋องน้ำมันมาให้พวกวัยรุ่นราดใส่คบเพลิงและปรากฏตามบันทึกคำให้การ ในชั้นสอบสวนของนายดาบตำรวจประเสริฐ รักษาคุณพยานตามเอกสารหมาย จ.8 ให้การว่านายดาบตำรวจประเสริฐเห็นจำเลยที่ 2 เอากระป๋องน้ำมันมาเทน้ำมันราดใส่คบเพลิงให้นายฝนเหนือ เข็มขัด กับพวก และจุดไฟลุกขึ้น แล้วพากันโยนขึ้นใส่หลังคาโรงเก็บพัสดุและโรงรถ แม้ในชั้นศาลนายดาบตำรวจประเสริฐจะไม่ได้เบิกความถึงจำเลยที่ 2 แต่ก็เบิกความว่านายฝนเหนือ เข็มขัด กับพวกใช้คบเพลิงโยนขึ้นไปบนหลังคาโรงรถ ตามคำเบิกความของนางสาวเตี้ยและนายดาบตำรวจประเสริฐไม่ปรากฏว่าพยานทั้งสองถูกบังคับให้ลงชื่อในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย

จ.7 และ จ.8 หากข้อความในเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องพยานทั้งสองไม่น่าจะลงชื่อรับรอง พยานทั้งสองต่างก็เบิกความรับว่าพยานทั้งสองต่างก็อยู่ในที่เกิดเหตุขณะเกิดเหตุและเห็นเหตุการณ์ตอนที่มีคนจุดคบเพลิงโยนขึ้นไปบนหลังคาอาคารจึงน่าเชื่อว่าพยานทั้งสองต่างก็เห็นเหตุการณ์ตอนที่มีการราดน้ำมันใส่คบเพลิงด้วยเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ทำขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2535 และวันที่ 26 ตุลาคม 2535 พันตำรวจโทโรมรัน พนักงานสอบสวนไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อน จำเลยที่ 2 ถูกจับในคดีการพนันเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2537 และถูกแจ้งข้อหาคดีนี้เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2537 การสอบคำให้การนางสาวเตี้ยและนายดาบตำรวจประเสริฐมีขึ้นก่อนที่จำเลยที่ 2 ถูกจับกุม

ไม่น่าเชื่อว่าการสอบปากคำพยานทั้งสองได้ทำขึ้นเพื่อปรักปรำจำเลยที่ 2 จึงรับฟังได้ว่าพยานทั้งสองได้ให้การในชั้นสอบสวนตามที่บันทึกไว้ในเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 จริง แม้ข้อความที่บันทึกนั้นจะเป็นพยานบอกเล่าและไม่ได้ทำต่อหน้าจำเลยที่ 2 ก็สามารถใช้รับฟังประกอบกับคำเบิกความของพันตำรวจโทโรมรันซึ่งเป็นประจักษ์พยานลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ จำเลยที่ 2 อ้างว่า พันตำรวจโทโรมรันไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อน ไม่น่าเชื่อว่าจะจำจำเลยที่ 2 ได้ เพราะจำเลยที่ 2 ไม่ใช่แกนนำของผู้ประท้วงนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ใช่แกนนำ แต่การที่จำเลยที่ 2 ถือกระป๋องน้ำมันมา และมีผู้ถือคบเพลิง 10 ถึง 20 คน เข้าไปรายล้อมจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 เทน้ำมันจากกระป๋องน้ำมันลงไปที่คบเพลิง

พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ผิดแผกไปจากผู้ประท้วงอื่นย่อมทำให้จำเลยที่ 2 โดดเด่นน่าสนใจกว่าผู้ประท้วงอื่น การที่พันตำรวจโทโรมรันจำจำเลยที่ 2 ได้ จึงเป็นเรื่องที่น่าเชื่อถือ และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าหากพันตำรวจโทโรมรันเห็นจำเลยที่ 2 กระทำผิดจริงก็น่าจะจับจำเลยที่ 2 ในขณะนั้นเห็นว่า ผู้ที่พันตำรวจโทโรมรันเห็นขณะกระทำผิดมีด้วยกันหลายคน มิใช่มีจำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียว แต่พันตำรวจโทโรมรันไม่ได้จับผู้ใดเนื่องจากแม้แต่การห้ามปรามก็ไม่มีผู้ใดฟังกลับเผาอาคารต่าง ๆ และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจกับคนงานเข้าไปดับไฟยังถูกผู้ประท้วงขัดขวางทำร้ายจนไม่สามารถดับไฟได้ หากพันตำรจโทโรมรันจับผู้หนึ่งผู้ใดในขณะนั้นต้องถูกผู้ประท้วงซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาขัดขวางและเหตุการณ์จะลุกลามใหญ่โตพันตำรวจโทโรมรันจึงไม่กล้าจับจำเลยที่ 2 ในขณะนั้น แต่พันตำรวจโทโรมรันก็ได้ออกหมายจับจำเลยที่ 2 และผู้ประท้วงบางคนไว้แล้วตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2535 ตามหมายจับเอกสารหมาย

จ.48 หาใช่เพิ่งจะตั้งข้อหาจำเลยที่ 2 หลังจากจับจำเลยที่ 2 ได้ในคดีอื่น ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า พยานโจทก์ไม่มีผู้ใดยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนจุดไฟเห็นว่า แม้พยานโจทก์จะไม่มีผู้ใดเบิกความว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนจุดไฟเผาอาคารที่เกิดเหตุแต่ตามคำเบิกความของพันตำรวจโทโรมรันประกอบบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนางสาวเตี้ยและนายดาบตำรวจประเสริฐเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนราดน้ำมันลงในคบเพลิงที่ใช้โยนขึ้นไปเผาหลังคาอาคารเก็บพัสดุถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับผู้ที่จุดไฟคบเพลิงดังกล่าวโยนขึ้นไปบนหลังคาอาคารเก็บพัสดุ อันเป็นการวางเพลิงเผาอาคารดังกล่าวแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามข้อหาดังกล่าวมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นแต่ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษที่ลงแก่จำเลยทั้งสองหนักเกินไปเห็นสมควรแก้ไขโดยกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อำนวย เต้พันธ์ · กำพล ภู่สุดแสวง · ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้