คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเคยเป็นสามีภรรยากันมาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อเดือนตุลาคม ๒๔๙๑ โจทก์ได้ฟ้องขอหย่ากับจำเลยต่อศาลแพ่ง แต่ศาลยังมิทันพิจารณษ โจทก์จำเลยได้ทำหนังสือหย่ากันเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๔๙๑ เมื่อหย่ากันแล้ว จำเลยขออาศัยโจทก์อยู่ในตึกเลขที่ ๑๙/๕๑ และเลขที่ ๑๘/๙๓ ตำบลท่าพระจันทร์ตึกสองห้องนี้ โจทก์มีกรรมสิทธิ์ เป็นผู้เช่าจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริยื บัดนี้โจทก์ต้องการตึกนี้ทำประโยชน์การค้าขาย ได้บอกจำเลยให้ออกหลายครั้งจำเลยไม่ยอมออก จึงขอให้ศาลบังคับ จำเลยต่อสู่ว่าโจทก์ทำสัญญาเช่าอแทนจำเลยในฐานะจำเลยเป็นหัวหน้าครอบครัว
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากห้องพิพาท แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์จำเลยฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนแล้ว คดีฟังได้ว่า เมื่อโจทก์จำเลยเกิดระหองระแหงกันขึ้น โจทก์จึงแยกไปทำสัญญาเช่าตึกพิพาทในนามของโจทก์และแยกไปอยู่ในตึกรายนี้ แต่ต่อมาได้คืนดีกัน และจำเลยได้มาอยู่ร่วมในตึกรายนี้ด้วย ภายหลังจึงได้คืนดีกัน และจำเลยได้มาอยูร่วมในตึกรายนี้ด้วย ภายหลังจึงได้ตดลงทำหนังสืออย่าขาดจากกัน แต่จำเลยก็ยังคงอยู่ในตึกรายนี้ด้วย ตลอดมาดังนี้ จึงเห็นได้ว่าการที่โจทก์ไป ทำสัญญาเช่ารายนี้ แม้กจะทำในนามของโจทก์และใช้นามสกุลเดิมก็ดี แต่ขณะนั้นโจทก์ยังเป็นกริยาจำเลยอยู่มิได้หย่าขาด จากกกันและการทำสัญญาเช่านี้ ไม่เกี่ยวแก่ทรัพย์สินส่วนตัวของโจทก์จำเลย หาใช่สิทธิส่วนตัวของโจทก์ไม่ เมื่อภายหลังโจทก์จำเลยทำสัญญาหย่ากัน ก็มิได้ตกลงในเรื่องสิทธิการเช่านี้ประการใด และจำเลยก็ยังคอรบครองอยู่ด้วยตลอดมาจึงยังคงเป็นสิทธิร่วมกันอยู่ โจทก์จะขับไล่จำเลยออกไปยังไม่ได้
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายืน