Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2486/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าประทานบัตรโดยโจทก์เป็นผู้ผลิตหินแกรนิต แล้วให้จำเลยที่ 1 ผู้ถือประทานบัตรติดต่อขอใบอนุญาตขนแร่จากทรัพยากรธรณีจังหวัด เพื่อโจทก์จะได้นำหินแกรนิตที่ผลิตได้ออกจำหน่าย แสดงว่า โจทก์ทราบแล้วว่าตนไม่มีสิทธิขนแร่ได้เองเสมือนเป็นผู้ถือบัตรประทานบัตร เพราะโจทก์ไม่ได้เป็นผู้รับช่วงการทำเหมืองตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 77 ทั้งมีเจตนาฝ่าฝืนบทห้ามของ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 ซึ่งได้กำหนดโทษทางอาญาสำหรับผู้ถือประทานบัตรไว้ในมาตรา 140 นอกจากนี้มาตรา 75 บัญญัติว่า ประทานบัตรให้ใช้ได้เฉพาะตัวผู้ถือประทานบัตร ด้วยประสงค์ให้ผู้ถือประทานบัตรดำเนินการตามประทานบัตรเอง การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้โจทก์เช่าประทานบัตรโดยไม่ยื่นขออนุญาต จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือประทานบัตรเหมืองแร่ ทำสัญญาให้โจทก์เช่า จำเลยที่ ๒ ซื้อประทานบัตรเหมืองแร่ต่อจากจำเลยที่ ๑ และตกลงรับพันธะที่จำเลยที่ ๑ มีกับโจทก์ จำเลยทั้งสองผิดสัญญากับโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน ๔๖,๕๔๒,๐๙๐.๓๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔๕,๕๗๙,๐๐๐ บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันขอใบอนุญาตขนแร่ตามจำนวนที่โจทก์ผลิตได้ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมหรือไม่สามารถขอใบอนุญาตขนแร่ให้แก่โจทก์ได้ ก็ให้ชดใช้ราคาให้อัตราคิวบิกเมตรละ ๗,๕๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาให้โจทก์เช่าประทานบัตรเหมืองแร่ตามฟ้อง เพื่อการผลิตหินแกรนิต

อันเป็นเรื่องของโจทก์ที่จะทำการผลิตหินแกรนิตโดยลำพัง และต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของกรมป่าไม้และกรมทรัพยากรธรณีอีกด้วย ตามสัญญาเช่าไม่ได้มีข้อตกลงว่า เมื่อโจทก์ผลิตหินแกรนิตได้ จำเลยที่ ๑ จะเป็นผู้ติดต่อประสานงานกับกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อขอใบอนุญาตขนแร่ออกไปจำหน่าย การขอใบอนุญาตขนแร่เป็นเรื่องของโจทก์ ต่อมาวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๓๕ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาขายประทานบัตรเหมืองแร่ทั้งสามฉบับให้แก่จำเลยที่ ๒ มีข้อตกลงว่า จำเลยที่ ๒ ต้องรับพันธะตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ด้วย ซึ่งโจทก์ทราบและตกลงยินยอมด้วย จำเลยที่ ๑ ได้ส่งมอบเหมืองแร่ตามประทานบัตรเหมืองแร่ทั้งสามฉบับพร้อมโอนสิทธิประทานบัตรเหมืองแร่ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ ๒ เสร็จสิ้นแล้ว

โจทก์จึงเป็นผู้เช่าประทานบัตรเหมืองแร่ทั้งสามฉบับจากจำเลยที่ ๒ นับแต่วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๓๕ เป็นต้นไป จำเลยที่ ๑ และโจทก์ไม่มีสิทธิและหน้าที่ใด ๆ ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่าอีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ผิดสัญญาเช่า การที่จำเลยที่ ๒ ให้ผู้รับมอบอำนาจแจ้งโจทก์ออกจากที่เช่า จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิ์ฟ้องคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ คืนเงินมัดจำการเช่าจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ ด้วย โจทก์และจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และจำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือประทานบัตรเหมืองแร่ที่ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๓๔ โจทก์และร้อยตำรวจเอกนิคม มุสิกบุตร ได้เช่าประทานบัตรเหมืองแร่ดังกล่าวจากจำเลยที่ ๑ เพื่อผลิตหินแกรนิตมีกำหนดเวลา ๖ ปี นับแต่วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ ถึงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ในวันทำสัญญาเช่าโจทก์ได้วางเงินมัดจำ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยที่ ๑ ไว้ และจำเลยที่ ๑ ได้ตกลงกับโจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ จะขอใบอนุญาตขนแร่จากทรัพยากรธรณีจังหวัดกาญจนบุรีให้โจทก์ใช้ในการขนหินแกรนิตด้วย เพราะโจทก์ไม่ใช่ผู้ได้รับประทานบัตรจึงไม่สามารถยื่นขอใบอนุญาตขนแร่ได้

ต่อมาวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๓๕ จำเลยที่ ๑ ขายประทานบัตรเหมืองแร่หินแกรนิตให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยที่ ๒ จะต้องผูกพันตามสัญญาเช่าที่จำเลยที่ ๑ ทำไว้กับโจทก์ แต่หลังจากทำสัญญาซื้อขายกันแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการขอใบอนุญาตขนแร่ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่ชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๓๕ เป็นต้นมา ต่อมาวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๕ บริษัทโอ. เอ็น. เค. ไมนิ่ง แอนด์ คอนสตรั๊คชั่น จำกัด ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ ๒ มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ออกจากเหมืองดังกล่าวอ้างว่า โจทก์ละเมิดต่อกฎหมายและสิทธิของจำเลยที่ ๒ มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยเป็นข้อแรกตามฎีกาของโจทก์และของจำเลยที่ ๒ ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียหายฐานผิดสัญญาเช่าจากจำเลยทั้งสองหรือไม่

เห็นว่า พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ มาตรา ๗๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ถือประทานบัตรยอมให้ผู้อื่นรับช่วงการทำเหมืองไม่ว่าเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมดของเขตเหมืองแร่ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมาย" มาตรา ๗๗ วรรคสอง บัญญัติว่า "รัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายเป็นผู้ออกใบอนุญาตให้มีการรับช่วงการทำเหมืองได้ตามที่จะพิจารณาเห็นสมควร? ผู้ถือประทานบัตรที่ได้ให้ผู้อื่นรับช่วงการทำเหมืองดังกล่าวตามวรรคหนึ่งคงมีหน้าที่และความรับผิดตามกฎหมาย และให้ผู้รับช่วงการทำเหมืองนั้นมีสิทธิ หน้าที่และความรับผิดตามกฎหมายเสมือนเป็นผู้ถือประทานบัตรด้วย" การที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ถือประทานบัตรให้โจทก์เช่าประทานบัตรเพื่อผลิตหินแกรนิต

ก็คือการให้โจทก์รับช่วงการทำเหมืองตามที่ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ มาตรา ๗๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามไว้นั่นเอง เพียงแต่บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมิได้ห้ามการรับช่วงการทำเหมืองโดยเด็ดขาด หากรัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายอนุญาต ก็ย่อมรับช่วงการทำเหมืองได้ แต่กรณีตามคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์และจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ. ๓ โดยโจทก์ผลิตแกรนิตแล้วให้จำเลยที่ ๑ ผู้ถือประทานบัตรติดต่อขอใบอนุญาตขนแร่จากทรัพยากรธรณีจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อโจทก์จะได้นำหินแกรนิตที่ผลิตได้ออกจำหน่าย โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้ยื่นขออนุญาตให้โจทก์รับช่วงการทำเหมือง แสดงว่าโจทก์ทราบแล้วว่าตนไม่มีสิทธิขนแร่ได้เองเสมือนเป็นผู้ถือบัตรประทานบัตร

เพราะโจทก์ไม่ได้เป็นผู้รับช่วงการทำเหมืองตามมาตรา ๗๗ ทั้งการที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาให้โจทก์เช่าประทานบัตรเหมืองแร่ดังกล่าวเป็นการกระทำที่มีเจตนาฝ่าฝืนบทบัญญัติห้ามของ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ อย่างชัดแจ้ง การฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ ได้กำหนดโทษทางอาญาสำหรับผู้ถือประทานบัตรไว้ในมาตรา ๑๔๐ ว่า ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท และรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งเพิกถอนประทานบัตรนั้นเสียได้ นอกจากนี้พระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติไว้ใน มาตรา ๗๕ ว่า ประทานบัตรให้ใช้ได้เฉพาะตัวผู้ถือประทานบัตรและให้คุ้มถึงลูกจ้างของผู้ถือประทานบัตรด้วย เห็นได้ว่าความมุ่งหมายของ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ ประสงค์ให้ผู้ถือประทานบัตรดำเนินการตามประทานบัตรเอง

ไม่อาจให้ผู้อื่นมาดำเนินการแทนได้ตามอำเภอใจ การที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาให้โจทก์เช่าประทานบัตรเหมืองแร่ดังกล่าวโดยไม่ยื่นขออนุญาต จึงเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาเช่าประทานบัตรเหมืองแร่ดังกล่าวตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๐ ไม่มีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ ๑ รวมทั้งไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ ๒ ผู้ซื้อประทานบัตรจากจำเลยที่ ๑ โดยยอมผูกพันตามสัญญาเช่าประทานบัตรดังกล่าวแทนจำเลยที่ ๑ ด้วย ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และ ๒๔๗ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยทั้งสองได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อำนวย เต้พันธ์ · กำพล ภู่สุดแสวง · ชวลิต ยอดเณร
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายพิสิฐ ฐิติภัค
ศาลอุทธรณ์ - นายกฤต บุญญานุสนธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้