Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 247/2515

พ.ศ. 2515 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในคดีที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัสโดยป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและประกอบกรณียกิจไม่ได้ตามปกติเกินกว่า 20 วัน แม้ผู้ว่าคดีจะนำจำเลยมาฟ้องหลังจากเกิดเหตุได้ 9 วัน ซึ่งยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงแน่นอนว่าผู้เสียหายจะป่วยเจ็บหรือประกอบกรณียกิจไม่ได้เกินกว่า 20 วันหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ฟ้องประกอบบันทึกบาดแผลตามรายงานชันสูตรของแพทย์ ซึ่งประมาณการรักษาไว้เป็นเวลา 45 วัน ซึ่งต้องถือว่าจำเลยได้รับสารภาพโดยพิเคราะห์ข้อเท็จจริงตามฟ้องทั้งหมดนี้ด้วยแล้ว ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยซึ่งให้การรับสารภาพตามฟ้องไปได้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้ขับรถยนต์รับจ้างสาธารณะด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง กล่าวคือ จำเลยขับรถเลี้ยวขวาโดยไม่ดูความปลอดภัยทางหน้าให้ดีเสียก่อน จึงเป็นเหตุให้ชนกับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ก.ท.ท.7752 ได้รับความเสียหายและเป็นเหตุให้นางเรียม ขำขัน นางแก้ว วงษ์ยะลา และพลฯ สืบ แสงหะตา ผู้โดยสารมาในรถคันดังกล่าวได้รับอันตรายแก่กายถึงบาดเจ็บ และบาดเจ็บสาหัสโดยป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาประกอบกรณียกิจไม่ได้เกินกว่า 20 วันตามรายงานชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2477 มาตรา 29(4), 66 พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2508 มาตรา 7, 13 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 390, 300จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทหนัก

รับลดกึ่งให้จำคุก 4 เดือนจำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300 ไม่ได้ และขอให้รอการลงโทษจำเลย เพราะจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และได้ใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งสามคนเป็นที่พอใจ เป็นเงิน 2,500 บาทแล้ว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า สำหรับบาดแผลของนางเรียมซึ่งได้รับบาดเจ็บมากกว่าผู้อื่นตามใบชันสูตรของแพทย์ที่ว่า ที่ศีรษะด้านหลังแถบซ้ายเจาะ เส้นผ่าศูนย์กลางครึ่งเซนติเมตรโลหิตไหล ข้อมือซ้ายบวมและปวด หน้าแข้งซ้ายปวดบวม เหนือเข่าทั้งสองข้างเขียว และกระดูกแขนซ้ายหัก รวม 5 แผล ลักษณะบาดแผลถูกของแข็งไม่ได้รักษาตัวในโรงพยาบาล แต่กลับไปรักษาและพักผ่อนประมาณ 45 วัน รวมเวลาการรักษาประมาณ 45 วัน แต่โจทก์มาฟ้องหลังจากเกิดเหตุเพียง 9 วัน ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องยังรับฟังเช่นนั้นไม่ได้ แม้จำเลยจะรับตามฟ้องก็ตาม นอกจากนั้นยังปรากฏว่าผู้เสียหายทั้งสามกับจำเลยได้มาตกลงกันที่สถานีตำรวจต่อหน้าพนักงานสอบสวน แสดงว่า

นางเรียมหาต้องทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า 20 วันหรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วันไม่ คดีคงฟังได้เพียงว่า นางเรียมได้รับบาดเจ็บตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 เช่นเดียวกับผู้เสียหายอีกสองคนนั้นพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 แต่ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดให้จำคุกจำเลย 1 เดือน รับสารภาพลดอีกกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 15 วัน แต่เห็นว่าจำเลยได้ชดใช้ค่ารักษาพยาบาลและค่าทำขวัญให้เป็นที่พอใจแก่ผู้เสียหายทั้งสาม และโดยเหตุผลทั่ว ๆ ไปแล้ว จึงให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้นี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาว่าศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามโจทก์ฟ้องได้อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ได้บรรยายลักษณะบาดแผลของนางเรียมผู้เสียหายและอ้างความเห็นของแพทย์ผู้ตรวจชันสูตรว่ารักษาประมาณ45 วัน

โจทก์ได้กล่าวในฟ้องด้วยว่านางเรียมได้รับอันตรายแก่กายถึงบาดเจ็บสาหัสโดยป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาประกอบกรณียกิจไม่ได้เกินกว่า 20 วัน ซึ่งจำเลยก็ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้อง และคำให้การของจำเลยดังกล่าวมา แม้โจทก์จะยื่นฟ้องจำเลยและจำเลยให้การรับเมื่อภายหลังวันเกิดเหตุเพียง 9 วันยังไม่เกิน 20 วัน ศาลก็ฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยให้การรับได้ โดยถือว่าจำเลยได้อาศัยพิเคราะห์ตามลักษณะบาดแผลและความเห็นของแพทย์ผู้ตรวจชันสูตรบาดแผลแล้ว จึงได้ยอมรับข้อเท็จจริงตามนั้นโจทก์ไม่ต้องนำสืบพยานต่อไป เพราะกฎหมายไม่ได้บังคับให้โจทก์ต้องนำพยานมาสืบในคดีเช่นนี้ ส่วนที่ว่าในวันฟ้องนั้นผู้เสียหายมารับเงินค่าเสียหายยังสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้งได้

ก็ไม่หมายความว่านางเรียมผู้เสียหายไม่ได้ป่วยเจ็บทุพพลภาพประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง และคำรับสารภาพของจำเลยได้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายและอัตราโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่เห็นควรให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ มีกำหนด 2 ปี ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประสาท สุคนธมาน · อัศนี เกาไศยนันท์ · ประพนธ์ ศาตะมาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้