Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 247/2501

พ.ศ. 2501 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในคดีที่โจทก์ฟ้องหญิงมีสามีเป็นจำเลยเรียกเงินตามสัญญากู้นั้น เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธความรับผิด คดียังไม่แน่ว่าโจทก์จะชนะหรือไม่ ถึงหากชนะ จะยึดทรัพย์ส่วนตัวของหญิงสามีก็ไม่มีสิทธิโต้แย้งคัดค้านเช่นนี้ สามีก็ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิอย่างไร ฉะนั้นการที่สามีร้องขอเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับภรรยาเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิที่มีอยู่ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 57(1) ในขณะนี้ ศาลจึงไม่จำเป็นต้องอนุญาต

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้ โจทย์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้

จำเลยให้การต่อสู้ในความว่าจำเลยได้ค้างชำระดอกเบี้ยเงินซึ่งเคยกู้โจทก์ จึงคิดเอาดอกเบี้ยเป็นเงิน ๕๐๐ บาท และตกลงกันให้ถือว่าเป็นจำเลยกู้เงินโจทก์ ๕๐๐ บาท โจทก์จึงให้จำเลยลงลาย มือชื่อโดยพิมพ์ลายนิ้วมือไว้ในแบบพิมพ์สัญญากู้เงินซึ่งยังมิได้กรอกข้อความ มีนายหลำ แซ่ลิ้ม ลงชื่อเป็นพะยาน นอกนั้นไม่มีพะยานอื่นหรือผู้เขียนลงชื่อไว้เลยโจทก์สมคบกับพวกเขียนจำนวนเงินกู้ขึ้นภายหลังเพื่อฉ้อโกงจำเลย ต่อเติมพะยานและผู้เขียนขึ้นด้วยเป็นการลับหลัง จำเลยมิได้รู้เห็นและรับรอง สัญญากู้จึงตกเป็นโมฆะ จำเลยเป็นหญิงมีสามี ได้ทำนิติกรรมไปโดยสามีมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย ระหว่างศาลชั้นต้นนัดชี้สองสถาน

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม อ้างว่าจำเลยเป็นภริยาผู้ร้องโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิที่มีอยู่และมีส่วนได้เสียตามกฎหมายและขอให้การต่อสู้มีใจความสำคัญว่า จำเลยไม่มีอำนาจทำนิติกรรม เพราะมิได้รับความยินยอมอนุญาตจากผู้ร้อง นิติกรรมไม่ผูกพันสินบริคณห์ และขอบอกล้างนิติกรรมที่โจทย์ฟ้อง ฯลฯ ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตใหผู้ร้องเข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยเหตุสำคัญว่า ผู้ร้องยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิ อย่างไร ที่ร้องเข้ามาอาจเป็นเพียงการบอกล้างนิติกรรมส่วนหนึ่ง ให้ยกคำร้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า ในคดีที่โจทย์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลยตามสำเนาสัญญากู้ท้ายฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธความรับผิดชอบ จึงยังไม่แน่ว่าโจทก์จะชนะคดีหรือไม่ หากชนะและไปยึดทรัพย์สินส่วนตัวของจำเลย แม้ผู้ร้องเป็นสามีก็ไม่มีสิทธิจะโต้แย้งคัดค้านได้ จึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสั่งอนุญาตในขณะนี้ให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา ๕๗(๑) เพราะอาจทำให้คดียุ่งยาก และล่าช้าโดยใช่เหตุ

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทรงนิติกรณ์ · เลขวณิชธรรมวิทักษ์ · ชวน สิงหลกะ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายแปล บุณยเกียรติ
ศาลอุทธรณ์ - นายโพยม เลขยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2036/2518

ส.ภริยาโจทก์ได้ขายที่ดินให้แก่ ก. กับพวก ไปโดยโจทก์มิได้ให้ความยินยอม โจทก์ฟ้อง ส. และ ก.กับพวก เป็นคดีแรก ขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายเสีย ปรากฏว่า ก.กับพวกขายที่พิพาทแก่จำเลยที่ 1 ไปแล้ว โจทก์จึงขอให…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 346/2511

สามีมิได้รู้เห็นและให้ความยินยอมภริยาทำนิติกรรมซื้อขายสินบริคณห์เมื่อได้บอกล้างนิติกรรมนั้นแล้วนิติกรรมนั้นย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 บุคคลที่รับโอนทรัพย์สินมาโดยไม่สุจริตจากผ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 541/2509

การที่ภริยาไปกู้ยืมเงินบุคคลภายนอกมิได้เป็นนิติกรรมที่ภริยาทำขึ้นผูกพันสินบริคณห์โดยเฉพาะเพราะไม่ได้เป็นนิติกรรมในการจัดการหรือจำหน่ายสินบริคณห์ แต่เป็นนิติกรรมเกี่ยวกับหนี้เงิน จึงไม่ต้องด้วยลักษณะที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1394/2500

ภริยาโจทก์นำที่พิพาทซึ่งเป็นสินบริคณห์ระหว่างโจทก์กับภริยาไปแลกเปลี่ยนกับที่นาของจำเลย นิติกรรมแลกเปลี่ยนนี้เป็นแต่เพียงโมฆียะ ซึ่งถ้าโจทก์ผู้เป็นสามีไม่บอกล้าง นิติกรรมนี้ย่อมสมบูรณ์ตามกฎหมาย การที่จ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 819/2500

กฎหมายไม่ได้ห้ามหญิงมีสามีไม่ให้ทำนิติกรรมเหตุที่กฎหมายบัญญัติให้นิติกรรมเป็นโมฆียะก็เฉพาะที่จะผูกพันสินบริคณห์ ซึ่งสามีมีส่วนได้เสียร่วมอยู่ด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 137 วรรคสอง จึงบัญญัติ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้