Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2466/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ประมวลรัษฎากรมาตรา77/1(ข)(ฉ)"ขาย"หมายความว่าจำหน่ายจ่ายโอนสินค้าไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่และให้หมายความรวมถึงมีสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมีไว้ในการประกอบกิจการณวันเลิกประกอบกิจการด้วยโจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เลิกประกอบกิจการมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าคงเหลือหรือทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมีไว้ในการประกอบกิจการณวันเลิกประกอบกิจการตามมาตราดังกล่าวเพราะถือว่าเป็นการขายแล้วซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อเลิกประกอบกิจการหรือแจ้งเลิกประกอบกิจการแม้กิจการของโจทก์จะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรมาตรา81(1)(ข)แต่ทรัพย์สินที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการเป็นทรัพย์สินที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหาก

คำฟ้องและคำให้การ

ประมวลรัษฎากรมาตรา77/1(ข)(ฉ)"ขาย"หมายความว่าจำหน่ายจ่ายโอนสินค้าไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่และให้หมายความรวมถึงมีสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมีไว้ในการประกอบกิจการณวันเลิกประกอบกิจการด้วยโจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เลิกประกอบกิจการมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าคงเหลือหรือทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมีไว้ในการประกอบกิจการณวันเลิกประกอบกิจการตามมาตราดังกล่าวเพราะถือว่าเป็นการขายแล้วซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อเลิกประกอบกิจการหรือแจ้งเลิกประกอบกิจการแม้กิจการของโจทก์จะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรมาตรา81(1)(ข)แต่ทรัพย์สินที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการเป็นทรัพย์สินที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร(ฉบับที่244)มาตรา3(5)ได้กำหนดให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการแต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในการเกษตรกรรมเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรการขายที่ดินที่โจทก์มีไว้ในการประกอบการเกษตรกรรมซึ่งเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา3(5)แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวจึงย่อมได้รับยกเว้นไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแต่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวยกเว้นให้เฉพาะที่ดินเท่านั้นไม่รวมถึงอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างเมื่อโจทก์ขายที่ดินรวมทั้งอาคารบนที่ดินนั้นโจทก์จึงต้องนำรายรับของราคาอาคารมาเสียภาษีธุรกิจเฉพาะโจทก์ฟ้องว่าโจทก์ประกอบธุรกิจเลี้ยงนกกระทาและการฟักไข่นกกระทาเพื่อจำหน่าย

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2534 โจทก์ได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมากิจการประสบภาวะขาดทุน ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นจึงมีมติให้เลิกบริษัท ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินจากจำเลยให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม จำนวน 680,130 บาท กิจการของโจทก์เป็นกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81(1)(ข)การขายทรัพย์สินเพื่อเลิกกิจการย่อมได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย แม้โจทก์จะได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ก็เป็นการจดทะเบียนไปตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ของจำเลย จึงไม่ทำให้โจทก์มีภาระต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนภาษีธุรกิจเฉพาะโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องชำระเนื่องจากกิจการของโจทก์เป็นกิจการเพื่อเกษตรกรรมเพราะเป็นการใช้ที่ดินเพื่อการเลี้ยงสัตว์

การขายที่ดินดังกล่าวจึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามนัยแห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางการค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 มาตรา 3(5) ขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.73.1เลขที่ 1016/5/113843 และเลขที่ 1016/5/113844 ลงวันที่ 21พฤศจิกายน 2538 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ ภ.ธ.73.1เลขที่ 106/6/100110 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2538 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ 229/2539/1 และเลขที่230/2538/1 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2538 และขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 โจทก์ได้ขายทรัพย์สินรถจักรยานเครื่องใช้สำนักงาน

โทรศัพท์เคลื่อนที่ ตู้เย็น ตู้แช่โต๊ะรับประทานอาหาร เครื่องต้มไข่ อุปกรณ์โรงงาน และเครื่องปรับอากาศรวมเป็นเงิน 305,500 บาท อันเป็นสินค้าคงเหลือหรือทรัพย์สินที่มีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกประกอบกิจการซึ่งถือเป็นการขายสินค้าที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อการใด ๆ จึงอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ของราคาขายพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มและโจทก์ได้ขายที่ดินพร้อมอาคารอันเป็นที่ดินและอาคารที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการจึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร โจทก์จึงต้องรับผิดเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตราร้อยละ 3 ของรายรับพร้อมดอกเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้วขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1)เลขที่ 1016/5/113843 และเลขที่ 1016/5/113844 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2538 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์

เลขที่ 229/2538/1 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2538โดยให้ลดเบี้ยปรับลงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 และให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.73.1) เลขที่ 1016/6/100110ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2538 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ 230/2538/1ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2538 โดยให้ทำการประเมินใหม่เฉพาะรายรับในส่วนของอาคารโดยถือเอาราคาตลาด ณ วันที่ 29 มิถุนายน 2536เป็นเกณฑ์ในการประเมินและให้ลดเบี้ยปรับลงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโจทก์ และ จำเลย อุทธรณ์ ต่อ ศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่คู่ความรับกันและไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์ประกอบธุรกิจการเลี้ยงนกกระทาและการฟังไข่นกกระทาเพื่อจำหน่ายเนื้อและไข่สดตามตลาดและส่งขายให้โรงงานเพื่อบรรจุกระป๋อง เมื่อวันที่ 5พฤศจิกายน 2534 โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ต่อมากิจการของโจทก์ขาดทุนโจทก์จึงจดทะเบียนเลิกบริษัทมีนายสุพจน์เสถียรวิจิตร เป็นผู้ชำระบัญชี ในระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม 2536 โจทก์ได้ขายทรัพย์สินที่มีไว้ในการประกอบกิจการไปเป็นเงิน 305,500 บาท และโจทก์ยังขายที่ดินและอาคารที่มีไว้ในการประกอบกิจการเป็นเงิน 6,000,000 บาท โจทก์มิได้นำรายรับดังกล่าวมาเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะตามลำดับ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า การขายทรัพย์สินที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกประกอบกิจการจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1(8)(ฉ) "ขาย" หมายความว่าจำหน่าย จ่ายโอนสินค้าไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่และให้หมายความรวมถึงมีสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกประกอบกิจการเห็นว่า ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เลิกประกอบการจดทะเบียนที่เลิกประกอบกิจการมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าคงเหลือหรือทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกประกอบกิจการตามมาตราดังกล่าว ซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อเลิกประกอบกิจการหรือแจ้งเลิกประกอบกิจการ

การที่โจทก์ขายทรัพย์สินที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการไปเป็นเงิน 305,500 บาท นั้น ถือว่าเป็นการขายตามมาตราดังกล่าวแล้ว จึงอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่ากิจการของโจทก์ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81(1)(ข) การขายทรัพย์สินเมื่อเลิกกิจการย่อมได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยนั้น เห็นว่าการขายทรัพย์สินดังกล่าวของโจทก์เป็นการขายทรัพย์สินที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาต่อไปมีว่า การขายที่ดินและอาคารที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรอันอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวโจทก์อุทธรณ์ว่าอาคารโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเป็นส่วนควบของที่ดินที่มีไว้ใช้ในกิจการเลี้ยงนกกระทาซึ่งไม่อาจแบ่งแยกได้

โจทก์มีไว้ในกิจการเพื่อเกษตรกรรม โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ส่วนจำเลยอุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ขายที่ดินและอาคารที่ใช้ในการประกอบกิจการก็เนื่องจากเจตนาต้องการเลิกกิจการจึงจำเป็นต้องขายเพื่อคืนเงินแก่ผู้ถือหุ้นและชำระบัญชีการขายที่ดินและอาคารดังกล่าวจึงเป็นขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2(6) ซึ่งบัญญัติให้การประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244)พ.ศ. 2534 มาตรา 3(5)

ได้กำหนดให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในการเกษตรกรรม เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางการค้าหรือหากำไรเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินที่โจทก์ขายไปนั้นเป็นที่ดินที่ใช้ในการเกษตรกรรม ดังนั้น การขายที่ดินที่โจทก์มีไว้ในการประกอบการเกษตรซึ่งเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 3(5) แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวจึงย่อมได้รับยกเว้นไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวยกเว้นให้เฉพาะที่ดินเท่านั้น ไม่รวมถึงอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง เมื่อโจทก์ขายที่ดินรวมทั้งอาคารบนที่ดินนั้น การขายเช่นนี้โจทก์จึงต้องนำรายรับของราคาอาคารมาเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์ · ยงยุทธ ธารีสาร · สันติ ทักราล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้