เนื้อความคำพิพากษา
โจทก์มีสิทธิฟ้องให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์เป็นตัวแทนไปรับเงินค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นซึ่งจำเลยค้างชำระค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์จากบริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด มิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้แต่เป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างตัวการกับตัวแทนนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ประสบภัยจากรถ เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่จำเลย บริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด ผู้รับประกันภัยรถของจำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่จำเลยเมื่อได้รับคำร้องขอจากจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 20 โดยโจทก์หามีนิติสัมพันธ์ใดต่อบริษัทพาณิชย์การประกันภัย
จำกัด ไม่ เว้นแต่โจทก์จะได้รับสิทธิดังกล่าวจากจำเลย เช่น จำเลยตั้งแต่งโจทก์ให้เป็นตัวแทนไปเรียกร้องค่าเสียหายเบื้องต้นจากบริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด ให้แก่จำเลย หรือจำเลยแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้โดยโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่โจทก์ เป็นต้น สำหรับข้อเท็จจริงคดีนี้ จำเลยทำหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 17 มีนาคม 2548 ให้โจทก์เป็นตัวแทนดำเนินการเบิกและรับค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด กับมีเอกสารคำร้องขอรับค่าเสียหายเบื้องต้น บต.4 โดยโจทก์เป็นผู้ขอรับจากบริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ที่ทางราชการจัดทำขึ้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 เพื่อใช้ประกอบการใช้สิทธิของจำเลยโดยการตั้งแต่งโจทก์ให้เป็นตัวแทนแนบด้วย ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ชี้ชัดว่า
นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ในการขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากบริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด เป็นการใช้สิทธิในฐานะตัวแทนของจำเลย มิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้อันจะพึงต้องใช้บังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303, 306 และมาตรา 349 วรรคสาม ซึ่งจะเป็นเหตุให้สิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับจำเลยระงับสิ้นไป ส่วนข้อความที่ปรากฏในเอกสาร บต.4 ว่า "เนื่องจากข้าพเจ้าเป็นหนี้ค้างชำระค่ารักษาพยาบาลแก่ผู้รับมอบอำนาจ..." ก็เป็นเพียงการให้ข้อเท็จจริงเพื่อให้บริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด รับทราบประกอบการพิจารณาจะจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือไม่ ดังนี้ เมื่อโจทก์มิได้รับเงินจากบริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยจึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
ผลคำพิพากษา
พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 14,413 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 มีนาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 มีนาคม 2550) ต้องไม่เกิน 2,158.98 บาท ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ