Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2454/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยฎีกาว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์โอนที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลอื่นแล้วนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวไว้แล้วว่า เมื่อขณะยื่นฟ้องโจทก์มีอำนาจฟ้อง แม้ภายหลังฟ้องคดีแล้วโจทก์จดทะเบียนโอนสิทธิการครอบครองที่ดินพิพาทแก่บุคคลอื่น อำนาจฟ้องของโจทก์ที่บริบูรณ์อยู่แล้วยังคงมีผลอยู่ต่อไปและยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแนวคำวินิจฉัยเดิม ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สิน รื้อถอนรั้วลวดหนาม สิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 471 และ 472 และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์หรือตัวแทนเป็นผู้ดำเนินการดังกล่าวโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 195,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กับค่าเสียหายเดือนละ 25,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท และส่งมอบคืนแก่โจทก์ตามลำดับ จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นตรวจคำให้การแล้วมีคำสั่งว่า คำให้การของจำเลยทั้งสองไม่แนบเอกสารตามที่กฎหมายต้องการ (ใบมอบอำนาจ) ข้อความที่พิมพ์อักษรไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ อ่านแล้วไม่เข้าใจ อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 จึงคืนคำให้การไปให้ทำมายื่นใหม่ภายในวันที่ 15 มกราคม 2545 มิฉะนั้นจะไม่รับคำให้การของจำเลยทั้งสอง ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การในวันที่ 15 มีนาคม 2545 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ แต่ต่อมาจำเลยทั้งสองขอถอนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารรื้อถอนรั้วลวดหนาม สิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 471 และ 472 และส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าเสียหายอีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 ตุลาคม 2544)จนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ตามลำดับ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดเพียงเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำให้การและอุทธรณ์คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 8

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ชำระเกินมา 525 บาท แก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองเฉพาะในข้อที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่าเนื่องจากปรากฏจากสารบัญการจดทะเบียนที่ดินพิพาทว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โจทก์โอนที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลอื่นแล้ว เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวไว้แล้วว่า เมื่อขณะยื่นฟ้องโจทก์มีอำนาจฟ้อง แม้ภายหลังฟ้องคดีแล้วโจทก์จดทะเบียนโอนสิทธิการครอบครองที่ดินพิพาทแก่บุคคลอื่น อำนาจฟ้องของโจทก์ที่บริบูรณ์อยู่แล้วยังคงมีผลอยู่ต่อไป และยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแนวคำวินิจฉัยเดิม ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา" จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิสิฐ ฐิติภัค · พีรพล พิชยวัฒน์ · ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้