คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2536 โจทก์ตกลงรับซ่อมรถยนต์ที่จำเลยได้รับประกันภัยไว้ และรถยนต์คู่กรณีที่ถูกรถยนต์เอาประกันภัยไว้กับจำเลยกระทำละเมิด โดยจำเลยจะเป็นผู้จ่ายเงินค่าซ่อมรถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์ทุกกรณีโดยไม่มีเงื่อนไข ต่อมาจำเลยนำรถยนต์ที่ได้เอาประกันไว้กับจำเลยและรถยนต์คู่กรณีมาให้โจทก์ทำการซ่อมแซม โจทก์ได้ทำการซ่อมและส่งมอบรถยนต์คืนให้แก่เจ้าของรถยนต์แล้ว แต่จำเลยยังคงค้างชำระหนี้ค่าซ่อมรถยนต์รวม 27 คัน เป็นเงิน 273,400 บาท โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 273,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า โจทก์คิดค่าซ่อมรถยนต์เกินความเป็นจริง ค่าซ่อมแซมดังกล่าวไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งโจทก์ฟ้องเรียกค่าซ่อมรถยนต์เกินกว่า 2 ปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2541 และวันที่ 15 ถึง 26 กันยายน 2541 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องค่าซ่อมรถยนต์แต่ละคันตามฟ้องได้ ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยขาดนัดพิจารณา
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 273,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤษภาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2536 จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ซ่อมรถยนต์ของลูกค้าของจำเลยที่ทำประกันวินาศภัยไว้กับจำเลย เมื่อโจทก์ทำการซ่อมรถยนต์เสร็จแล้วส่งมอบคืนแก่ลูกค้าของจำเลยก็จะเริ่มเรียกเก็บเงินจากจำเลยภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ทำการซ่อมแซมแล้วเสร็จหรือเมื่อโจทก์ส่งเอกสารหรือใบแจ้งหนี้ค่าซ่อมแซมให้จำเลยทราบตามที่ได้ตกลงกัน หลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยนำรถยนต์ที่จำเลยรับประกันภัยและรถยนต์คู่กรณีที่ถูกรถยนต์คันที่จำเลยรับประกันภัยไว้ทำละเมิดมาให้โจทก์ซ่อมแซมเป็นจำนวนมาก และชำระหนี้บางส่วน โดยจำเลยผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2542 ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2543 ปรากฏตามเช็คเอกสารหมาย
จ.4 จำเลยยังค้างชำระค่าซ่อมรถยนต์จำนวน 27 คัน เป็นเงิน 273,400 บาท โดยโจทก์ซ่อมแซมและส่งมอบรถยนต์คืนแก่เจ้าของหรือตัวแทนเจ้าของรถยนต์ไปเรียบร้อยแล้ว ตามใบตรวจสอบความเสียหาย ใบเสนอราคาค่าซ่อม ใบรับรถยนต์ที่ซ่อม ภาพถ่ายรถยนต์ที่ซ่อมเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.31 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความเพราะจำเลยให้โจทก์ซ่อมแซมรถยนต์ที่จำเลยได้รับประกันภัยไว้ และรถยนต์คู่กรณีที่ถูกรถยนต์คันที่จำเลยรับประกันภัยไว้กระทำละเมิดจึงเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายจำเลยซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) มิใช่อายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (1)
เห็นว่า มาตรา 193/34 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความ 2 ปี (1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม...เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่นรวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง" ตามข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ประกอบกิจการให้บริการซ่อมแซมรถยนต์ทุกประเภทซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้า ส่วนจำเลยเป็นผู้ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยทุกประเภท ได้ว่าจ้างโจทก์ให้ทำการซ่อมรถยนต์ผู้เอาประกันวินาศภัยกับจำเลย ซึ่งเป็นธุรกิจการค้าของจำเลย การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าจ้างซ่อมรถยนต์ของเหล่าผู้เอาประกันวินาศภัยกับจำเลยตามรายละเอียดเอกสารหมาย
จ.5 ถึง จ.31 จึงเป็นการเรียกเอาค่าจ้างหรือค่าแห่งการงานที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ กรณีต้องด้วยข้อยกเว้นไม่อยู่ในกำหนดอายุความ 2 ปี ตามความในตอนท้ายของมาตรา 193/34 (1) แล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) มิใช่ 2 ปีดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สิทธิเรียกร้องเอาค่าจ้างซ่อมรถยนต์ดังกล่าวทุกรายการในเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.31 ล้วนแต่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา นับถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 5 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าเอกสารหมาย จ.4 เป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง"
ผลคำพิพากษา
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ