Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2453/2523

พ.ศ. 2523 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างที่ค้างค่าจ้างในการที่ไม่บอกเลิกจ้างล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อน ค่าชดเชยค่าเสียหายและเงินที่โจทก์ออกทดรองไปก่อน จำเลยให้การว่าจำเลยไม่ได้ไล่โจทก์ออกจากงานแต่โจทก์ลาออกเองเนื่องจากทราบว่าจำเลยกำลังจะดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ในข้อหายักยอก โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าชดเชย ค่าเสียหายและค่าจ้างที่ไม่บอกเลิกจ้างล่วงหน้า ศาลแรงงานกลางจึงตั้งประเด็นวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ออกจากบริษัทจำเลยนั้นเป็นเพราะจำเลยเลิกจ้างโจทก์หรือว่าเพราะโจทก์ลาออกเอง แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยไล่โจทก์ออกมิใช่โจทก์ลาออกเอง ดังนี้ จะถือว่าศาลมิได้วินิจฉัยในประเด็นที่จำเลยได้ให้การต่อสู้ไว้เลยหาได้ไม่เอกสารเรื่องเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายเป็นเพียงภาพถ่ายอันเป็นสำเนาเอกสาร จำเลยแถลงไม่รับรองความถูกต้อง โจทก์มิได้แถลงว่าต้นฉบับมีอยู่หรือไม่ อยู่ที่ใด เหตุใดโจทก์จึงไม่อ้างมาแสดงต่อศาล ดังนี้ ไม่อาจรับฟังเอกสารดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา93ค่าจ้างที่จำเลยต้องจ่ายให้โจทก์เนื่องจากเลิกจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา582 มิใช่ค่าจ้างตามบทนิยามในข้อ 2 แห่งประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ฯ จำเลยจึงไม่ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี ตามข้อ31 แต่ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224ค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานฯ ข้อ 46 และค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 49 เกิดขึ้นในทันทีที่นายจ้างเลิกจ้างเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมิได้จ่ายเงิน 2 จำนวนนี้แก่โจทก์ ก็ย่อมได้ชื่อว่าผิดนัดแต่นั้นจึงต้องเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ในอัตราร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 224 ป.พ.พ. มาตรา 582 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 ป.วิ.พ. มาตรา 93 ป.วิ.พ. มาตรา 142 ป.วิ.พ. มาตรา 177 ป.วิ.พ. มาตรา 183 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา 30 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา 46 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา 47

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างประจำ แล้วจำเลยไม่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลาง ศาลพิพากษาตามยอมให้จำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ ต่อมาจำเลยบังคับให้โจทก์ลาออกเนื่องจากเหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลย โจทก์ไม่ยอมลาออกจำเลยจึงบอกว่าโจทก์ไม่ต้องมาทำงานอีก ถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างโจทก์ และเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การที่จำเลยเลิกจ้างนี้จำเลยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า และไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย ระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยโจทก์ได้จ่ายเงินทดรองไปในกิจการของจำเลย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างที่ไม่ได้บอกเลิกจ้างล่วงหน้า 8,893 บาท ค่าชดเชย20,000 บาท และค่าเสียหาย 40,020 บาทกับเงินที่โจทก์ออกทดรองไปก่อน5,272 บาท และโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีจากจำนวนเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับ

นับแต่วันที่มีสิทธิได้รับจนกว่าจำเลยจะชำระเงินให้โจทก์เสร็จสิ้นจำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ไล่โจทก์ออกจากงาน โจทก์ลาออกเองเนื่องจากทราบว่าจำเลยกำลังดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชย ค่าเสียหายและค่าจ้างที่ไม่ได้บอกเลิกจ้างล่วงหน้า สำหรับเงินทดรองนั้น จำเลยไม่ทราบและไม่รับรองว่าโจทก์ได้จ่ายไปจริงหรือไม่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยไล่โจทก์ออกจากงาน เป็นการเลิกจ้างตามข้อ 46 แห่งประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานฯ เมื่อไม่ปรากฏว่าได้บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยจึงต้องรับผิดในค่าจ้างสำหรับการนี้ จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ว่าเหตุใดจึงเลิกจ้างโจทก์ รวมทั้งเหตุที่จำเลยจะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย จึงฟังได้ว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม

โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 49 และจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามข้อ 46 แห่งประกาศดังกล่าว และเชื่อว่าโจทก์ได้ออกเงินทดรองไป จำเลยจึงต้องรับผิด ค่าจ้างโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยร้อยละสิบห้าต่อปีตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงานฯ ข้อ 31 ส่วนค่าชดเชย ค่าเสียหายและเงินใช้คืนเงินทดรองนั้น โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้างที่ไม่ได้บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า 8,893 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันเลิกจ้างไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ชำระค่าชดเชย 20,000 บาทกับค่าเสียหาย 25,000 บาท

พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันเลิกจ้างไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ชดใช้เงินทดรองจ่าย 5,272 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสียจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า

จำเลยให้การต่อสู้คดีแต่เพียงว่า จำเลยไม่ได้ไล่โจทก์ออกจากงาน แต่โจทก์ลาออกเองเนื่องจากทราบว่าจำเลยกำลังดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ในข้อหาว่ายักยอกเงินของจำเลยไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชย ค่าเสียหาย และค่าจ้างที่ไม่ได้บอกเลิกจ้างล่วงหน้าศาลแรงงานกลางจึงตั้งประเด็นวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ออกจากบริษัทจำเลยนั้นเป็นเพราะจำเลยเลิกจ้างโจทก์ดังที่โจทก์กล่าวอ้างหรือว่าเพราะโจทก์ลาออกเองดังที่จำเลยให้การ แล้ววินิจฉัยประเด็นนี้โดยฟังข้อเท็จจริงตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ว่า จำเลยไล่โจทก์ออกจากบริษัทจำเลย มิใช่ว่าโจทก์ลาออกเองดังที่จำเลยให้การต่อสู้ ดังนี้ จะถือว่าศาลแรงงานกลางมิได้วินิจฉัยในประเด็นที่จำเลยได้ให้การต่อสู้ไว้เลยหาได้ไม่เอกสารเรื่องเงินที่โจทก์ทดรองจ่าย

โจทก์ระบุเป็นพยานเพิ่มเติมเมื่อเสร็จการสืบพยานโจทก์แล้ว โดยระบุไว้ในบัญชีพยานว่า สำเนาเอกสารของจำเลยพร้อมคำแปลมีอยู่ที่โจทก์ จำเลยแถลงไม่รับรองความถูกต้องของเอกสาร เมื่อจำเลยไม่ตกลงด้วยว่าสำเนาเอกสารนี้ถูกต้องแล้ว โจทก์ก็มิได้แถลงว่าต้นฉบับของเอกสารนี้มีอยู่หรือไม่ อยู่ที่ใด เหตุใดโจทก์จึงไม่อ้างมาแสดงต่อศาล ดังนั้น ศาลจึงไม่อาจรับฟังเอกสารซึ่งเป็นเพียงสำเนาคือภาพถ่ายเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางที่ให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินจำนวนนี้ก็เพราะอาศัยเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐาน เมื่อเอกสารนั้นต้องห้ามมิให้รับฟังเสียแล้ว จึงไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่จะวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดชดใช้ให้โจทก์อีกประกาศกระทรวงมหาดไทย

เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 31 วรรคแรกมีความว่า "ถ้านายจ้างผิดนัดในการจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด ให้นายจ้างจ่ายดอกเบี้ยแก่ลูกจ้างในระหว่างผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี"ค่าจ้างซึ่งจำเลยต้องจ่ายให้โจทก์เนื่องจากเลิกจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้านั้น ไม่ใช่ค่าจ้างตามบทนิยามนี้ หากแต่เป็นสินจ้างซึ่งนายจ้างจะต้องจ่ายแก่ลูกจ้างเป็นกรณีพิเศษตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 582 เมื่อจำเลยมิได้จ่ายให้ในเวลาที่เลิกสัญญา จึงต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามมาตรา 224 ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีค่าชดเชยและค่าเสียหายตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานและพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ เป็นหนี้เงินซึ่งเกิดขึ้นในทันทีที่นายจ้างเลิกจ้าง

เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมิได้จ่ายเงิน 2 จำนวนนี้แก่โจทก์ ก็ย่อมได้ชื่อว่าผิดนัดนับแต่นั้น จึงต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นว่า ดอกเบี้ยสำหรับค่าจ้างที่ไม่ได้บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า 8,893 บาทนั้น ให้จำเลยชำระในอัตราร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี และที่ให้จำเลยชดใช้เงินทดรองจ่าย 5,272 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์นั้นให้ยกเสีย นอกจากที่แก้นี้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประทีป ชุ่มวัฒนะ · ภิญโญ ธีรนิติ · สมบูรณ์ บุญภินนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2121/2529

โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยโดยบรรยายฟ้องว่าเงินรางวัลและค่าครองชีพพิเศษเงินสะสมค่าเครื่องแบบค่าต่อทะเบียนรถยนต์ค่าภาษีเงินได้ค่ารถประจำตำแหน่งและโบนัสพิเศษเป็นค่าจ้า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5880/2540

จำเลยที่ 10 และที่ 11 มิได้เป็นนายจ้างของโจทก์มิได้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 10 และที่ 11 ให้รับผิดในส่วนนี้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง ตาม พ.ร.ฎ.ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การเห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3116/2529

โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยบรรจุโจทก์ทำงานในต่างจังหวัด ต่อมาได้ย้ายโจทก์มาประจำในกรุงเทพมหานคร และลดเงินเดือนโจทก์อ้างว่าโจทก์ทำงานบกพร่อง โจทก์โต้แย้งว่าจำเลยกระทำไม่ถูกต้องจำเลยไม่พอใจบังคับให้โจทก์เขีย…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2528 (เลขอ้างอิง 33078)

การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯมาตรา 49 นั้น หมายถึงการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุอันสมควร มิได้หมายความว่าถ้านายจ้างเลิกจ้างโดยลูกจ้างมิได้กระทำผิดแล้วจะถือว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3964/2528

ข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยไม่อุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการปิโตรเลียมตามกฎหมายเพื่อช่วยเหลือโจทก์ที่ถูกเพิกถอน ใบอนุญาตทำงานนั้นเมื่อโจทก์ฟ้องอ้างเหตุที่ทำให้การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ว่า โจทก์ได้ทำการถูกต้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้