Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2444/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดสองกรรมต่างกันคือ ฐานทำร้ายร่างกายผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตราย แก่กายกระทงหนึ่ง และฐานฆ่าผู้ตายโดยเจตนาอีกกระทงหนึ่ง ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้องสำหรับความผิดกระทงหลังฐานฆ่าผู้ตายโดยเจตนาแล้ว โจทก์มิได้อุทธรณ์ ดังนั้น ความผิดกระทงหลังนี้จึงเป็นอันยุติไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลล่างทั้งสองนำเอาการตายของผู้ตายซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่าเป็นผลอันเกิดจากการกระทำความผิดกระทงหลัง มารับฟังว่าเป็นผลจากการกระทำของจำเลยในความผิดกระทงแรกแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 290 นั้น เป็นการพิพากษาในข้อที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องสำหรับความผิดกระทงแรก เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ จำเลยกับพวกรุมทำร้ายร่างกายผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 ตามฟ้องกระทงแรก แม้โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดกระทงแรกนี้ว่า จำเลยแต่ผู้เดียวทำร้ายร่างกายผู้ตายและตามทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายผู้ตายด้วย เป็นเพียงข้อแตกต่างในรายละเอียดทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ และแม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 288, 289 โดยมิได้ขอให้ลงโทษตามมาตรา 295 มาด้วย ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยตามมาตรา 295 ได้ เพราะถือได้ว่าเป็นความผิดที่รวมอยู่ในบทมาตราที่โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสามและวรรคท้าย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๒๘๙ (๔) (๕), ๘๓

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๓ จำคุก คนละ ๘ ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จำเลยที่ ๒ ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๒ เสียจากสารบบความ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๖ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๓๗ เวลา ๑๙ นาฬิกาเศษ ผู้ตายได้ถูกคนร้ายหลายคนรุมทำร้ายร่างกาย แล้ว ย. ญาติผู้ตายได้พาผู้ตายไปส่งที่บ้าน ต. ยายผู้ตาย ซึ่งผู้ตายพักอาศัยอยู่ด้วย วันรุ่งขึ้นเวลาเช้า ต. พบผู้ตายไปนอนอยู่ที่คอกกระบือข้างบ้าน ย. ได้นำผู้ตายไปส่งโรงพยาบาล แพทย์ได้รับตัวผู้ตายไว้รักษาพยาบาล แต่ผู้ตายได้ถึงแก่ความตายในวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๓๗ เวลาประมาณ ๑ นาฬิกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัย เสียก่อนว่า คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องมาในตอนแรกว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ ๒๐ นาฬิกา จำเลยที่ ๑ ได้ชกต่อยผู้ตายถูกที่ปากและ ดั้งจมูก จนเป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับอันตรายแก่กาย แล้วมีคนเข้าห้ามปรามให้แยกจากกัน จากนั้น ย.ได้พาผู้ตายไป นอนพักที่บ้าน ต่อมาเวลาประมาณ ๒๑ นาฬิกา จำเลยทั้งสองกับพวกได้ไปพาผู้ตายออกจากบ้าน แล้วรุมชกต่อยผู้ตายและจับตัวผู้ตายโยนลงบนพื้นดินจนเป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับอันตรายสาหัสและสลบไป

ต่อมาผู้ตายได้ถึงแก่ความตายจาก พิษบาดแผลที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันทำร้ายดังกล่าว ในลักษณะสมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เนื่องจากถูกจำเลยทั้งสองกับพวกโยนลงบนพื้นดินกับกระดูกข้อแขนและข้อเท้าหลุด การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และโดยกระทำทารุณโหดร้าย ตามคำฟ้องโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นได้โดยชัดแจ้งว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ กับพวกฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ในตอนแรกเมื่อเวลาประมาณ ๒๐ นาฬิกา นั้น ได้ขาดตอนไปแล้ว และหลังจากนั้นอีกประมาณ ๑ ชั่วโมง คือเวลาประมาณ ๒๑ นาฬิกา จำเลยที่ ๑ กับพวกจึงได้กระทำความผิดขึ้นใหม่อีกฐานหนึ่ง ซึ่งตามคำฟ้องโจทก์เป็นที่เข้าใจได้ว่า

คือ ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้ายเพราะโจทก์ได้ บรรยายฟ้องยืนยันว่า ผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะสมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เนื่องจากผู้ตายถูกจำเลยที่ ๑ กับพวกจับโยนลงบนพื้นดินในตอนหลัง เมื่อเวลาประมาณ ๒๑ นาฬิกา หาใช่เกิดจากถูกจำเลยที่ ๑ ชกต่อยในตอนแรก เมื่อเวลาประมาณ ๒๐ นาฬิกา ไม่ ดังนี้ จึงถือได้ว่า คดีนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ ๑ เป็นความผิดสองกรรมต่างกันคือ ฐานทำร้ายร่างกายผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายกระทงหนึ่ง และฐานฆ่าผู้ตายโดยเจตนาโดยไตร่ตรอง ไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้ายอีกกระทงหนึ่ง ซึ่งเมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายนำพยานเข้าสืบจนสิ้นกระแสความและศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงแล้วได้วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า

จำเลยที่ ๑ กับพวกเป็นคนร้ายที่ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ตายในตอนหลัง หลังจาก ย. พาผู้ตายไปส่งที่บ้าน ต. แล้ว คงฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยที่ ๑ กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้ตายในตอนแรก (เมื่อเวลา ๑๙ นาฬิกาเศษ) เท่านั้น เท่ากับ ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๑ มิได้ร่วมกับพวกจับตัวผู้ตายโยนลงบนพื้นดินทำให้สมองผู้ตายได้รับความกระทบกระเทือน อย่างรุนแรง อันเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาในความผิดกระทงหลัง และศาลชั้นต้นก็ได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ สำหรับความผิดกระทงหลังนี้แล้ว โจทก์มิได้อุทธรณ์ ดังนั้น ความผิดกระทงหลังฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้าย จึงเป็นอันยุติไปตาม

คำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลล่างทั้งสองนำเอาการตายของผู้ตายซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่าเป็นผล อันเกิดจากการกระทำความผิดกระทงหลังมารับฟังว่าเป็นผลอันเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ กับพวกในความผิดกระทงแรก แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานร่วมกันทำร้ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๘๓ มานั้น ถือได้ว่าเป็นการพิพากษาในข้อที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องสำหรับความผิดกระทงแรก เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ ๑ จะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ต่อไปเพียงว่าจำเลยที่ ๑ มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามฟ้องกระทงแรกหรือไม่เท่านั้น ในปัญหาดังกล่าวข้อเท็จจริงฟังได้ว่า คืนเกิดเหตุเวลา ๑๙ นาฬิกาเศษ จำเลยที่ ๑ กับพวกได้รุมทำร้ายร่างกายผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ ตามฟ้องกระทงแรก แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องในความผิดกระทงแรกนี้มาว่า จำเลยที่ ๑ แต่ผู้เดียว ทำร้ายร่างกายผู้ตาย และตามทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ ๑ ร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายผู้ตายด้วย เป็นเพียงข้อแตกต่าง ในรายละเอียด ทั้งจำเลยที่ ๑ ก็มิได้หลงต่อสู้ และแม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ตาม

ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๒๘๙ โดยมิได้ขอให้ลงโทษตามมาตรา ๒๙๕ มาด้วย ก็ตาม ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๒๙๕ ได้ เพราะถือได้ว่าเป็นความผิดที่รวมอยู่ในบทมาตราที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษ ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม และวรรคท้าย ปัญหาข้ออื่นตามฎีกาจำเลยที่ ๑ ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานร่วมกันทำร้ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ ๑ ฟังขึ้นบางส่วน

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ จำคุก ๒ ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ ๑ ในชั้นสอบสวนและคำเบิกความของจำเลยที่ ๑ ในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ แล้วคงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๑ ปี ๔ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ .

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุรชาติ บุญศิริพันธ์ · กำพล ภู่สุดแสวง · วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นายชิงชัย ศรประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายวสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้