Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม บัญญัติถึงอายุความสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดก เมื่อโจทก์เป็นเจ้าหนี้ในสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทอ้างว่าเจ้ามรดกต้องรับผิดเพราะเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทต่อโจทก์ คดีย่อมอยู่ในบังคับอายุความมาตรา 1754 วรรคสาม

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2543 จำเลยที่ 1 ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต สั่งซื้อสินค้าโซเดียม ไบคาร์บอเนตสำหรับผลิตอาหารจากผู้ขายในประเทศญี่ปุ่นมูลค่า 10,400 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์แจ้งการสั่งซื้อสินค้าไปยังธนาคารตัวแทน ต่อมาผู้ขายส่งสินค้าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตลงเรือแล้ว โจทก์จ่ายเงินค่าสินค้าให้ผู้ขายแทนจำเลยที่ 1 ไปด้วยการหักบัญชีธนาคารตัวแทน เมื่อสินค้ามาถึงประเทศไทย โจทก์แจ้งจำเลยที่ 1 ทราบและให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าสินค้าที่โจทก์จ่ายแทนไปแล้วมาชำระให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินชำระ และจำเลยที่ 1 ขอรับเอกสารจากโจทก์เพื่อไปออกสินค้าก่อน โดยจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทไว้กับโจทก์เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2544 ว่าจะชะระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์ในวันที่ 20 มิถุนายน 2544 เพื่อประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2526 จำเลยที่ 2 และนายควง

เผ่าบุญ ผู้ตาย ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ทรัสต์รีซีทต่อโจทก์จำนวน 30,000,000 บาทกับดอกเบี้ยอีกต่างหาก โดยทั้งสองยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อสัญญาทรัสต์รีซีทครบกำหนดชำระเงิน จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ค้างชำระเงินต้น 10,400 ดอลลาร์สหรัฐ (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 20 มิถุนายน 2544 ดอลลาร์สหรัฐละ 45.28 บาท) คิดเป็นเงิน 470,912 าท และเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2546 จำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วน 140,000 บาท โจทก์นำไปชำระต้นเงิน 33,431.97 บาท และดอกเบี้ย 106,568.03 บาท คงเหลือต้นเงิน 437,480.03 บาท แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ชำระอีก เมื่อรวมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 31 มกราคม 2546 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 59,904.80 บาท

รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 497,384.83 บาท จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน และจำเลยที่ 3 ถึง ที่ 6 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายควง เผ่าบุญ ผู้ตายจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งหกแล้วไม่ชำระ โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศธนาคารโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินจำนวน 497,384.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 437,480.03 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวจากกองทรัพย์สินของนายควง เผ่าบุญ ผู้ตาย

จำเลยทั้งหกให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากถือว่าโจทก์ทราบถึงการเสียชีวิตของนายควง เผ่าบุญ ผู้ตายในงานพิธีฌาปนกิจวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 จนถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องพ้นกำหนดเวลา 1 ปี นอกจากนี้นับแต่วันทำสัญญาค้ำประกันวันที่ 23 สิงหาคม 2546 ถึงวันที่จำเลยที่ 1 ทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเกินกว่า 17 ปี สัญญาค้ำประกันจึงไม่ผูกพันคู่สัญญา เพราะโจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องภายใน 10 ปี ถือว่าสัญญาค้ำประกันขาดอายุความ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 จึงไม่ต้องรับผิดขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 497,384.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 437,480.03 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มกราคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 8,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 คำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตต่อโจทก์เพื่อสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายในประเทศญี่ปุ่น ต่อมาโจทก์ก็ได้ชำระราคาสินค้าให้แก่ผู้ขาย เมื่อสินค้ามาถึงประเทศ จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทขอรับสินค้าไปก่อน โดยตกลงชำระเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ เพื่อเป็นการประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และนายควง เผ่าบุญ ผู้ตายได้ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาหนี้ถึงกำหนด จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 6 ซึ่งเป็นทายาทของนายควง เผ่าบุญ ผู้ตายให้ยกฟ้อง คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทรธรณ์ของโจทก์เพียงประเด็นเดียวว่าคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ขาดอายุความมรดกหรือไม่

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ในฐานะทายาทโดยธรรมให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่นายควง เผ่าบุญ ผู้ตายได้ค้ำประกันจำเลยที 1 ต่อโจทก์ไว้ก่อนถึงแก่ความตาย เป็นการฟ้องคดีมรดกให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 รับผิด เมื่อนายควง เผ่าบุญ ผู้ตายถึงแก่ความตายแม่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ต้องฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ภายใน 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตายและโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2547 จึงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ฟ้องโจทก์ถึงขาดอายุความ

โจทก์อุทธรณ์ว่า คดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความเพราะต้องปรับด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสามที่มิให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก และโจทก์ทราบถึงการตายของนายควง เผ่าบุญ ผู้ตายเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2546 มิใช่ทราบถึงการตายของนายควง เผ่าบุญ ผู้ตายเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 ตามที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 อ้าง ปัญหาในชั้นนี้จึงต้องวินิจฉัยก่อนว่าโจทก์ทราบถึงการตายของนายควง เผ่าบุญ ผู้ตายเมื่อใด เห็นว่า โจทก์มีนายคมกริช วรรณดี เป็นพยานเบิกความประกอบพยานเอกสารหมาย จ.3 ว่า โจทก์ทราบถึงการตายของนายควง เผ่าบุญ ผู้ตาย เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2546 ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 มิได้นำสืบหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ทราบว่านายควง

เผ่าบุญ ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2546 ปัญหาว่าการที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2547 คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ได้บัญญัติเรื่องอายุความมรดกไว้ โดยวรรคหนึ่งนั้น ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก หมายถึง คดีที่พิพาทกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิในทรัพย์มรดกด้วยกัน ในเรื่องสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งทรัพย์มรดกส่วนวรรคสองเป็นคดีฟ้องเรียกตามข้อกำหนดในพินัยกรรม และวรรคสามเป็นเรื่องสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกมีกำหนดอายุความยาวกว่า 1 ปี

มิให้เจ้าหนี้นั้นฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ส่วนวรรคสี่บัญญัติว่าถึงอย่งไรก็ดี สิทธิเรียกร้องตามที่กล่าวมาในวรรคก่อน ๆ นั้น มิได้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย จะเห็นได้ว่าในวรรคสามบัญญัติถึงสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดก เมื่อโจทก์เป็นเจ้าหนี้ในสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทอ้างว่าเจ้ามรดกต้องรับผิดเพราะเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทต่อโจทก์ คดีนี้ย่อมอยู่ในบังคับแห่งมาตรา 1754 วรรคสาม และโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2547 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ โจทก์ทราบการตายของนายควง เผ่าบุญ เจ้ามรดก คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 มานั้น ศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เห็นว่า ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินจำนวน 497,384.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 437,480.03 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 23 มกราคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 3,000 บาท แต่ทั้งนี้ความรับผิดของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ได้รับจากกองทรัพย์สินของนายควง เผ่าบุญ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ฐานันท์ วรรณโกวิท · สุวัตน์ วรรธนะหทัย · เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้