Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2438/2523

พ.ศ. 2523 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนต่อหลักฐานในสำนวน เป็นปัญหาข้อกฎหมายจำเลยสลักหลังเช็คของผู้อื่นมอบให้โจทก์เพื่อเป็นการชำระหนี้ ต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค จำเลยจึงทำหนังสือมอบอำนาจโอนสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีอยู่ต่อผู้อื่นให้โจทก์เพื่อไปรับชำระหนี้ดังกล่าว ดังนี้ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการรับสภาพหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซื้อสินค้าไปจากโจทก์และค้างชำระราคาอยู่ 40,000 บาท ต่อมาจำเลยรับสภาพหนี้โดยมอบอำนาจให้โจทก์ไปรับเงินค่าจ้างแรงงานที่บริษัทไทยวิศวกรรมเป็นหนี้จำเลยเป็นเงิน 40,000 บาทแทนจำเลย แต่บริษัทไทยวิศวกรรมปฏิเสธไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยใช้หนี้จำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ 40,000 บาทจริง จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์โดยสลักหลังเช็คของนายนิพนธ์มอบให้โจทก์ ต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินจำเลยจึงมอบอำนาจให้โจทก์ไปรับเงินจำนวนดังกล่าวจากบริษัทไทยวิศวกรรม แต่รับเงินไม่ได้โจทก์จึงนำเช็คดังกล่าวมารับเงินสด 40,000 บาทจากจำเลยไปแล้ว จึงไม่มีหนี้ต่อกัน หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไม่ใช่หนังสือรับสภาพหนี้

คดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องให้โจทก์จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองฟังเป็นยุติว่าจำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์หลายครั้ง และได้ชำระเงินบางส่วนไปแล้ว คงค้างชำระเงินอยู่อีก 40,000 บาท และจำเลยยังมิได้ชำระเงินจำนวนนี้แก่โจทก์ คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 6)

พ.ศ. 2518 มาตรา 6 ที่จำเลยคัดค้านมาในฎีกาข้อ 1 ว่า ศาลอุทธรณ์อ้างว่าจำเลยมิได้ส่งเอกสารไว้ในคดีประกอบข้ออ้างว่าโจทก์ได้คืนเช็คซึ่งนายนิพนธ์สั่งจ่ายจำนวน 40,000 บาท แต่จำเลยได้ส่งเอกสารคือเช็คหมาย ล.1 ต่อศาลไว้แล้ว จึงเป็นการฟังข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนต่อหลักฐานในสำนวนนั้น เห็นว่าที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่าจำเลยยังมิได้ชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง ก็โดยวินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนแล้ว ฉะนั้น จำเลยจะส่งเอกสารประกอบข้ออ้างของจำเลยหรือไม่ก็หาทำให้การวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไม่ ข้ออ้างของจำเลยฟังไม่ขึ้นส่วนฎีกาจำเลยข้อ 2 มีปัญหาว่าหนังสือมอบอำนาจ ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2520 เป็นหนังสือรับสภาพหนี้หรือไม่นั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การรับสภาพหนี้นั้นกฎหมายมิได้บัญญัติรูปแบบไว้แต่อย่างใด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 ตอนท้ายบัญญัติว่า ทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันปราศจากเคลือบแคลงสงสัยตระหนักเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพตามสิทธิเรียกร้องนั้นก็ใช้ได้คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้สลักหลังเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาสุขสวัสดิ์หมายเลขที่ 823967 ซึ่งนายนิพนธ์เป็นผู้สั่งจ่ายให้จำเลย จำนวนเงิน 40,000 บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 ชำระหนี้โจทก์ แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าว หลังจากนั้นจำเลยจึงทำหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2520 ให้โจทก์ไปรับเงินจำนวน 40,000 บาทจากบริษัทไทยวิศวกรรม จำกัด ซึ่งค้างชำระค่าแรงเจาะบ่อบาดาล ตามเอกสารหมาย

จ.1 เมื่อพิจารณาข้อความในเอกสารหมาย จ.1 ประกอบกับเช็คหมาย ล.1 แล้ว เห็นได้ว่าเอกสารหมาย จ.1 เป็นหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อบริษัทไทยวิศวกรรม จำกัด ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้รายพิพาท ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าเอกสารหมาย จ.1 เป็นหนังสือรับสภาพหนี้ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 เอกสารดังกล่าวหาใช่ใบมอบอำนาจดังที่จำเลยอ้างไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จรัญ สำเร็จประสงค์ · ขจร หะวานนท์ · แถมชัย สิทธิไตรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 933/2538

โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาตามบันทึกหลังทะเบียนหย่ายกที่พิพาทให้แก่ พ. และ ว.ซึ่งเป็นบุตรโจทก์จำเลยจึงมีฐานะเป็นลูกหนี้ที่จะต้องโอนที่พิพาทให้แก่บุตรทั้งสองเมื่อโจทก์ทวงถามให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจำเลยได้ทำห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2182/2534

จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยกปัญหาคำสั่งศาลให้ปิดหมายเรียกไม่ชอบขึ้นว่ามาในศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาต้องห้าม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 50,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงต้องห้ามฎีกาในปัญ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 776/2532

แม้โจทก์เคยอ้างสัญญากู้ทั้งสองฉบับที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้เป็นพยานในคดีที่จำเลยถูกฟ้องฐานเบิกความเท็จที่ศาลชั้นต้น และจำเลยไม่เคยโต้แย้งว่าไม่ได้กู้เงินโจทก์ทั้งไม่เคยปฏิเสธว่าลายมือชื่อของจำเลยเป็นลายม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1279/2568

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อมาโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินพิพาททับซ้อนกับที่ดินตามหนังสืออนุญาต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 978/2567

การที่ขณะทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทโจทก์เข้าใจว่าตกลงขายฝากที่ดินพิพาทเป็นเงิน 160,000 บาท ตามจำนวนเงินที่โจทก์ได้รับจากจำเลยที่ 2 มิใช่ 500,000 บาท ตามที่ระบุในสัญญาขายฝากเป็นกรณีโจทก์สำคัญผิดในเรื่องร…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้