คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก 2 คน ซึ่งมีอาวุธปืนติดตัวร่วมกันปล้นรถจักรยานยนต์ราคา 9,000 บาท ของนายสมพร บุญทองผู้เสียหาย โดยจำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย 1 นัดแต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายและผู้เสียหายขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไปได้ หลังจากจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำผิดแล้วได้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะหลบหนีเพื่อให้พ้นจากการจับกุมเจ้าพนักงานยึดได้รถจักรยานยนต์ที่จำเลยกับพวกใช้เป็นยานพาหนะในการหลบหนีเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83,289, 340, 340 ตรี ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2514ข้อ 14, 15 คืนของกลางแก่เจ้าของจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า
จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี,80 จำคุก 12 ปี ของกลางคืนเจ้าของ ข้อหาอื่นให้ยกโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสี่, 340 ตรี ประกอบด้วยมาตรา 80 และมาตรา 289(7) ประกอบด้วยมาตรา 80 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 289(7) ประกอบด้วยมาตรา 80 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาที่โจทก์ฟ้อง ได้มีคนร้าย 3 คน ใช้ปืนเป็นอาวุธร่วมกันยิงไปทางผู้เสียหาย โดยจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้ด้วย
ปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามปล้นทรัพย์และพยายามฆ่าตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า เมื่อผู้เสียหายขับขี่รถจักรยานยนต์พาจำเลยและนางสาวแดงไปส่งยังจุดหมายเมื่อไปได้ประมาณ 10 กิโลเมตร จำเลยซึ่งนั่งซ้อนท้ายสุดบอกให้ผู้เสียหายเลี้ยวกลับไปส่งที่เดิม ขณะเลี้ยวรถกลับ เห็นชายคนหนึ่งขับขี่จักรยานยนต์ตามหลังมา ห่างประมาณ 3 วา ขณะที่ผู้เสียหายกำลังจะเลี้ยวรถนั้น จำเลยกระโดดลงจากรถบอกให้หยุดรถ และได้ยินเสียงชายที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ตามหลังมาบอกให้ยิง ผู้เสียหายเหลียวไปดูเห็นจำเลยจ้องปืนมาทางผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงรีบขับขี่รถจักรยานยนต์มุ่งหน้าตรงไป ทำให้นางสาวแดงที่นั่งอยู่ด้วยตกลงจากรถ และขณะที่ผู้เสียหายขับรถหลบหนีตรงไปนั้น
ผู้เสียหายได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด ทางด้านหลัง แต่ไม่ถูก หันไปดูเห็นจำเลยและนางสาวแดงขึ้นรถจักรยานยนต์ซึ่งชายอีกคนหนึ่งขับขี่ตามมานั้นกลับไปทางเดิม ดังนี้ การที่จำเลยบอกให้ผู้เสียหายเลี้ยวรถกลับทางเดิมและบอกให้หยุดรถนั้น ยังไม่ชัดแจ้งว่าจำเลยประสงค์ต่อทรัพย์อย่างใดของผู้เสียหาย ทั้งข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่า นางสาวแดงร่วมกระทำการด้วยอย่างไร ผู้เสียหายว่าเมื่อเห็นจำเลยจ้องปืนมาก็รีบขับขี่รถจักรยานยนต์ไปข้างหน้าจนนางสาวแดงที่นั่งซ้อนอยู่ตกลงจากรถ แสดงว่าผู้เสียหายขับรถไปอย่างเร็ว ขณะที่ขับรถหลบหนีไปผู้เสียหายได้ยินเสียงปืนทางด้านหลังเห็นได้ว่าเมื่อจำเลยยิงปืนนั้นผู้เสียหายไม่เห็นว่าจำเลยยิงปืนไปทางใด ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏชัดแจ้งว่า
ขณะที่จำเลยยิงปืนนั้นนางสาวแดงอยู่ในวิถีกระสุนทางเดียวกับผู้เสียหายหรือไม่และขณะที่ยิงปืนนั้นจำเลยกับผู้เสียหายอยู่ห่างกันเพียงใด จำเลยยิงปืนเพียง 1 นัด เมื่อไม่ถูกแล้วก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ติดตามไปยิงผู้เสียหายอีก พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอฟังว่าจำเลยยิงปืนโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพยายามปล้นทรัพย์และพยายามฆ่าตามฟ้อง แต่การที่จำเลยซึ่งโดยสารรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายมายังไม่ถึงจุดหมายบอกให้ผู้เสียหายเลี้ยวรถกลับไปส่งที่เดิม เมื่อผู้เสียหายเลี้ยวรถจำเลยกลับกระโดดลงจากรถแล้วบอกให้ผู้เสียหายหยุดรถ และเมื่อพวกจำเลยขับขี่รถจักรยานยนต์ตามมาบอกให้ยิง จำเลยก็จ้องปืนมาทางผู้เสียหายครั้นผู้เสียหายไม่หยุดรถและขับรถหลบหนีไปจำเลยก็ยิงปืนขึ้นดังกล่าวนั้น
ไม่ปรากฏเหตุผลอย่างไรที่จำเลยจะต้องให้ผู้เสียหายหยุดรถจนถึงขนาดต้องใช้อาวุธปืนในการบังคับขู่เข็ญเช่นนั้นการกระทำของจำเลยเป็นการข่มขืนใจให้ผู้เสียหายกระทำการโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายของผู้เสียหายอันเป็นความผิดต่อเสรีภาพ โดยมีอาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสองแต่เมื่อผู้เสียหายไม่หยุดรถตามที่จำเลยข่มขืนใจ จำเลยจึงมีความผิดเพียงขั้นพยายาม ดังนี้ แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามทางพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง ศาลก็ลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสุดท้ายพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 จำคุก 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3