Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2433/2523

พ.ศ. 2523 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในการขอพิจารณาคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 208 ไม่ว่าในกรณีปกติหรือในกรณีที่มี พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ ระยะเวลาในการ พิจารณาคดีใหม่ภายในสิบห้าวันหรือภายในหกเดือนแล้วแต่กรณี นั้น จะเริ่มบังคับต่อเมื่อได้มีการส่งคำบังคับโดยชอบแล้ว หากไม่มีการส่งคำบังคับโดยชอบแล้วจะยื่น คำขอพิจารณาใหม่เมื่อใดก็ได้ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 208 ดังกล่าวเมื่อศาลมิได้สั่งให้นำส่งและกำหนดเวลาให้นำส่งหมายนัดการไต่สวนไว้จะถือว่าทิ้งคำร้องหรือไม่ปฏิบัติตาม คำสั่งศาลไม่ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

มูลกรณีเดิมโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขาย และจดทะเบียนขายฝากที่ดินสองแปลงของโจทก์ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมใบมอบอำนาจของโจทก์นำไปจดทะเบียนขายให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 นำไปจดทะเบียนขายฝากให้จำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว แล้วพิพากษาให้เพิกถอน การจดทะเบียนโอนขายระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 และเพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นออกคำบังคับโดยวิธีประกาศให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27สิงหาคม 2519 ปรากฏว่าที่ดินทั้งสองแปลงจำเลยที่ 2 จำนองไว้กับธนาคารโจทก์จึงขอให้เรียกโฉนดมาจากธนาคารและนำไปให้เจ้าพนักงานที่ดินแก้กรรมสิทธิ์เป็นของโจทก์ และคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่ศาลเพื่อส่งคืนธนาคารเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2520 ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2521

จำเลยที่ 2ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 มิได้จงใจขาดนัดโจทก์สมคบกับพนักงานเดินหมายรายงานเท็จต่อศาลว่า ส่งหมายเรียกและสำเนาฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ เพราะหาบ้านจำเลยที่ 2 ไม่พบแล้วโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลประกาศทางหนังสือพิมพ์แทน ทำให้ศาลหลงเชื่ออนุญาตตามที่โจทก์ขอ หนังสือพิมพ์ที่ลงประกาศมิใช่หนังสือพิมพ์ที่แพร่หลายในหมู่ประชาชน จำเลยที่ 2 จึงไม่ทราบประกาศ เพิ่งมาทราบเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2521 ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง จำเลยที่ 2 ขอเลื่อนการไต่สวนมาแล้วสองครั้ง วันนัดครั้งที่สามปรากฏว่ายังมิได้ส่งหมายแจ้งวันนัดไต่สวนให้โจทก์จำเลยที่ 2 ขอเลื่อนการไต่สวนอีก อ้างว่าทนายจำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรมกระทันหัน

ไม่อาจตั้งทนายใหม่ได้ทันศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 ขอพิจารณาคดีใหม่เมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่ได้มีการบังคับตามคำพิพากษาเสร็จสิ้นแล้ว เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 และจำเลยที่ 2 ไม่นำส่งหมายแจ้งวันนัดไต่สวนแก่โจทก์เป็นการทิ้งคำร้องให้ยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่และคำร้องขอเลื่อนการไต่สวนจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่เมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่ได้มีการบังคับตามคำพิพากษา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในปัญหาว่าคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 2ได้ยื่นเมื่อพ้นกำหนด 6 เดือนนับแต่วันที่ได้มีการบังคับตามคำพิพากษา

ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคแรก หรือไม่ได้ความว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และการจดทะเบียนขายฝากระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เสีย ต่อมาศาลชั้นต้นได้เรียกโฉนดที่ดินพิพาทมาจากธนาคารมอบให้โจทก์ไป และโจทก์ได้ให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนการขายและขายฝากดังกล่าวให้เป็นไปตามคำพิพากษาเสร็จสิ้นแล้ว ตั้งแต่เมื่อระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2519 ถึงวันที่ 11 มกราคม 2520 ครั้นวันที่ 15กันยายน 2521 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคแรก แบ่งการขอพิจารณาใหม่เป็นสองกรณี กรณีแรกเป็นเรื่องขอพิจารณาใหม่ในกรณีปกติกรณีที่สองเป็นเรื่องขอพิจารณาใหม่ในกรณีมีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ ทั้งสองกรณีต้องมีการส่งคำบังคับโดยชอบแล้ว เพราะกรณีแรกบัญญัติให้ยื่นคำขอภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับ และกรณีที่สองบัญญัติว่าถ้าไม่สามารถยื่นคำขอภายในระยะเวลาของกรณีแรกคือ 15วันนับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับนั่นเอง นอกจากนั้นข้อความตอนท้ายของกรณีที่สองที่ว่า "แต่กรณีจะเป็นอย่างไร ก็ตามห้ามมิให้ยื่นคำขอเช่นว่านี้เมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่วันที่ได้ยึดทรัพย์หรือได้มีการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยวิธีอื่น"

ก็แสดงว่าจะต้องมีการส่งคำบังคับโดยชอบแล้ว เช่นเดียวกันจึงมีการยึดทรัพย์หรือบังคับโดยวิธีอื่นได้ ฉะนั้น หากไม่มีการส่งคำบังคับโดยชอบแล้วย่อมยื่นคำขอพิจารณาใหม่เมื่อใดก็ได้ หาอยู่ในบังคับของมาตรา 208 วรรคแรกไม่คดีนี้แม้ได้ความว่าคำขอพิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 2ได้ยื่นเมื่อพ้น 6 เดือนนับแต่เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนการขายและขายฝาก อันเป็นการบังคับ คำพิพากษาโดยวิธีอื่น แต่จำเลยที่ 2อ้างตามคำร้องขอพิจารณาใหม่ว่า โจทก์สมคบกับพนักงานเดิมหมายรายงานให้ศาลหลงเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีภูมิลำเนาตามฟ้อง จนศาลอนุญาตให้ประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ ซึ่งมิใช่หนังสือพิมพ์แพร่หลายในหมู่ประชาชน ให้จำเลยที่ 2 ให้การแก้คดีกำหนดวันสืบพยาน และประกาศให้จำเลยที่ 2 ทราบคำบังคับตลอดมา

ดังนี้ หากได้ความเป็นความจริงดังจำเลยที่ 2 อ้าง การส่งคำบังคับแก่จำเลยที่ 2 ก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำขอพิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 2 หาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคแรกไม่ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะฟังพยานหลักฐานจากการไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 2ต่อไปว่าการส่งคำบังคับแก่จำเลยที่ 2 ชอบหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำขอพิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 2 ยื่นเมื่อพ้นกำหนด 6 เดือนนับแต่วันที่ได้มีการบังคับตามคำพิพากษา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 208 วรรคแรก ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จำเลยที่ 2 ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่าการที่จำเลยที่ 2 มิได้ส่งหมายนัด จะถือว่าจำเลยที่ 2 ทิ้งคำร้องหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลมิได้ ปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 2 ยกขึ้นอุทธรณ์ไว้แล้ว แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวน

พิเคราะห์แล้วได้ความว่าในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2521 ซึ่งเป็นวันนัดไต่สวนคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 2 ทนายจำเลยที่ 2 ขอเลื่อน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดไต่สวนในวันที่ 17 มกราคม 2522 เวลา 13.30 นาฬิกาและมีคำสั่งต่อไปว่า "แจ้งวันนัดให้โจทก์ทราบ ไม่มีผู้รับให้ปิด" ศาลชั้นต้นได้ออกหมายนัดเพื่อแจ้งวันนัดไต่สวนให้โจทก์ทราบไว้แล้ว แต่จำเลยที่ 2 หรือผู้แทนมิได้นำส่งหมายนั้น ครั้นวันที่ 17 มกราคม 2522 จำเลยที่ 2 ขอเลื่อนการไต่สวนอีก อ้างว่าทนายจำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรมกระทันหัน จำเลยที่ 2 ไม่อาจแต่งตั้งทนายใหม่ได้ทัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำร้อง ขอพิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 2 ยื่นเมื่อพ้นกำหนด 6 เดือนนับแต่ได้มีการบังคับตามคำพิพากษาเสร็จสิ้นแล้ว เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 208 วรรคแรกและการที่จำเลยที่ 2 หรือผู้แทนไม่นำส่งหมายแจ้งวันนัดไต่สวนแก่โจทก์เป็นการทิ้งคำร้องหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลอีกโสดหนึ่ง ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้พิจารณาใหม่ และคำร้องขอเลื่อนคดีเสีย

ศาลฎีกาเห็นว่ากรณีนี้มิใช่เรื่องจำเลยที่ 2 เพิกเฉยไม่นำส่งหมายและสำเนาคำร้องขอพิจารณาใหม่แก่โจทก์ แต่เป็นเรื่องหมายนัดเพื่อแจ้งวันนัดไต่สวนมาให้โจทก์ทราบ และศาลชั้นต้นหาได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 นำส่งและกำหนดเวลาให้นำส่งไว้ไม่ การที่จำเลยที่ 2 หรือผู้แทนไม่นำส่งหมายนัดดังกล่าวจะถือว่าจำเลยที่ 2ทิ้งคำร้องหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลมิได้ทั้งการที่ทนายจำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรมกระทันหันเป็นเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้จำเลยที่ 2 เลื่อนคดีศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอพิจารณาใหม่ และคำร้องขอเลื่อนคดีเสียศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยพิพากษากลับให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 2 ต่อไป แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมบูรณ์ บุญภินนท์ · ชุบ วีระเวคิน · ประสม ศรีเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3263/2527

จำเลยไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ถือว่าจำเลยไม่มีพยานให้ศาลไต่สวนให้ได้ความว่าจำเลยเป็นคนอนาถาให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1399/2567

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะเพราะเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้เงินหรือไม่ และขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2563 (เลขอ้างอิง 662542)

แม้ตามสัญญาข้อ 19 คู่สัญญาได้แสดงเจตนาไว้ชัดแจ้งว่าถ้าจำเลยทั้งสองส่งมอบงานล่าช้ากว่าวันแล้วเสร็จจำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์ดำเนินการปรับเป็น รายวัน วันละ 1,939.50 บาท ก็ตาม แต่เงินค่าปรับ ในกรณีที่จำเลยท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2064/2562

แม้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยโดยเสียค่าธรรมเนียมในการส่งจะไม่ชอบด้วยบทกฎหมาย แต่ต่อมาเจ้าหน้าที่ศาลไม่สามารถส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยได้เพราะไม่พบภูมิลำเนาของจำเลย การที่ศาล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 124/2562

ในชั้นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาของโจทก์ มิได้กำหนดให้โจทก์นำส่งสำเนาคำร้องและสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยทั้งสอง เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ฎีกาแม้ศาลชั้นต้นระบุในรายงานกระบวนพิจาร…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้