Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2424/2516

พ.ศ. 2516 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ทำกันในศาลมีใจความสำคัญว่า โจทก์ยอมให้ที่พิพาทเป็นของจำเลยโดยจำเลยรับจะส่งข้าวเปลือกให้โจทก์ปีละ 3 เกวียน หากผิดสัญญาไม่ปฏิบัติ ก็ให้ที่พิพาทกลับเป็นของโจทก์ ข้อสัญญาที่กำหนดให้จำเลยส่งข้าวเปลือกให้โจทก์ดังกล่าวนี้ มิใช่เป็นเรื่องที่ศาลจะบังคับให้จำเลยปฏิบัติได้ เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยจะปฏิบัติต่อกันเองตามความสมัครใจ จึงอาจตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้โดยไม่ถือว่าเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความได้ เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาส่งข้าวเปลือกให้ไม่ครบ จำเลยต่อสู้ว่าได้ตกลงกับโจทก์ใหม่และปฏิบัติตามข้อตกลงใหม่แล้ว ซึ่งถ้าเป็นไปตามที่จำเลยต่อสู้จริง จำเลยก็มิใช่ฝ่ายผิดสัญญากรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงต่อไป จะพิพากษาให้จำเลยคืนที่พิพาทให้โจทก์โดยไม่ฟังข้อเท็จจริงต่อไปหาได้ไม่

คำฟ้องและคำให้การ

เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน๒ แปลงแล้วต่อมาโจทก์จำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความมีข้อความสำคัญว่า ๑. โจทก์ยอมให้ที่พิพาทเป็นของจำเลย จำเลยยอมให้โจทก์อาศัยในที่พิพาทตลอดชีวิตโจทก์ และจำเลยจะไม่จำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์พิพาทในระหว่างที่โจทก์มีชีวิตอยู่ ๒. จำเลยจะอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ โดยจะส่งข้าวเปลือกให้โจทก์ปีละ๓ เกวียน เมื่อสิ้นฤดูเก็บเกี่ยวของทุกปี เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๕ เป็นต้นไปและเมื่อโจทก์เจ็บไข้ได้ป่วย จำเลยจะดูแลรักษาและเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการรักษาพยาบาล ๓. หากจำเลยผิดสัญญาดังกล่าวข้างต้น จำเลยยอมให้ที่พิพาทตกเป็นของโจทก์ทันที และจำเลยจะไม่เกี่ยวข้องกับที่พิพาทอีกต่อไป

ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอม ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่าเมื่อเสร็จสิ้นฤดูเก็บเกี่ยวของปีตามสัญญาแล้ว จำเลยส่งข้าวเปลือกให้โจทก์ไม่ครบตามสัญญา โจทก์ทวงถามจำเลยไม่ชำระ จึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งสองแถลงว่า เนื่องจากโจทก์ได้เอาที่นาของจำเลยอีกแปลงหนึ่งไปวางประกันเงินกู้ แล้วโจทก์ได้ตกลงกับจำเลยขอรับเอาข้าวเปลือกจากจำเลยเพียงปีละ ๒ เกวียน จนกว่าจะมอบที่นาที่นำไปวางประกันนั้นคืน จำเลยได้มอบข้าวเปลือกให้โจทก์ ๒ เกวียนตามที่ตกลงกันแล้ว จำเลยจึงไม่ผิดสัญญา ศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์จำเลยจดไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า "ปรากฏตามคำแถลงของโจทก์ จำเลยได้ส่งข้าวให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ๒ เกวียน ซึ่งโจทก์ได้รับเก็บไว้ในฉางข้าวของโจทก์แล้ว จำเลยแถลงว่า ได้ตกลงกันข้างนอกศาลกับโจทก์ โดยโจทก์ยอมรับข้าวไปเพียง ๒ เกวียน แล้วโจทก์เอานา ๒ แปลงที่จำเลยเคยทำไปให้คนภายนอกเช่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่โจทก์ยอมรับเอาข้าวไว้ ๒ เกวียน จากจำเลยเก็บไว้ในฉางข้าวของโจทก์นั้น จะฟังว่าจำเลยผิดนัดผิดสัญญายอมยังไม่ถนัด จึงยังไม่อาจบังคับตามสัญญายอมข้อ ๓ ได้" โจทก์อุทธรณ์ว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าได้ตกลงกับโจทก์นอกศาลยอมรับเอาข้าวเพียง ๒ เกวียนนั้น ไม่เป็นความจริง จึงเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่จะไม่ยอมปฏิบัติตามสัญญายอม ขอให้ศาลบังคับ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองผิดนัดผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จะอ้างว่าตกลงกันนอกศาลไม่ได้ และโจทก์ก็ไม่รับรองข้ออ้างนี้เป็นเรื่องที่หากเป็นจริง ก็ต้องไปว่ากล่าวกันต่างหาก พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองคืนที่พิพาทให้โจทก์ ห้ามเกี่ยวข้อง จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่โจทก์ยอมรับข้าวเปลือกจากจำเลย๒ เกวียนนั้น แสดงว่าโจทก์ยอมรับเอาข้าวเปลือกตามที่ตกลงไว้กับจำเลยจำเลยมิได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ

ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยมีใจความสำคัญว่า โจทก์ยอมให้ที่พิพาทเป็นของจำเลย โดยจำเลยรับจะส่งข้าวเปลือกให้โจทก์ปีละ ๓ เกวียน หากผิดสัญญาไม่ปฏิบัติก็ให้ที่พิพาทกลับเป็นของโจทก์ข้อสัญญาที่กำหนดให้จำเลยส่งข้าวเปลือกให้โจทก์นี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ศาลจะบังคับให้จำเลยปฏิบัติได้ จึงอาจตกลงกันเป็นอย่างอื่นโดยไม่ถือว่าเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความได้คดีนี้ โจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาส่งข้าวเปลือกให้ไม่ครบ จำเลยต่อสู้ว่าได้ตกลงกับโจทก์ใหม่ และปฏิบัติตามข้อตกลงใหม่แล้วซึ่งถ้าเป็นไปตามที่จำเลยต่อสู้จริง จำเลยก็มิใช่ฝ่ายผิดสัญญา กรณีจึงจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงต่อไป

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาให้ได้ความในประเด็นที่จำเลยกล่าวอ้าง แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปความ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ศิริ อติโพธิ · บุณยเกียรติ อรชุนะกะ · ธานินทร์ กรัยวิเชียร
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสุรินทร์ - ศาลอุทธรณ์ - นายไพบูลย์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้