คำฟ้องและคำให้การ
เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน๒ แปลงแล้วต่อมาโจทก์จำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความมีข้อความสำคัญว่า ๑. โจทก์ยอมให้ที่พิพาทเป็นของจำเลย จำเลยยอมให้โจทก์อาศัยในที่พิพาทตลอดชีวิตโจทก์ และจำเลยจะไม่จำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์พิพาทในระหว่างที่โจทก์มีชีวิตอยู่ ๒. จำเลยจะอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ โดยจะส่งข้าวเปลือกให้โจทก์ปีละ๓ เกวียน เมื่อสิ้นฤดูเก็บเกี่ยวของทุกปี เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๕ เป็นต้นไปและเมื่อโจทก์เจ็บไข้ได้ป่วย จำเลยจะดูแลรักษาและเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการรักษาพยาบาล ๓. หากจำเลยผิดสัญญาดังกล่าวข้างต้น จำเลยยอมให้ที่พิพาทตกเป็นของโจทก์ทันที และจำเลยจะไม่เกี่ยวข้องกับที่พิพาทอีกต่อไป
ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอม ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่าเมื่อเสร็จสิ้นฤดูเก็บเกี่ยวของปีตามสัญญาแล้ว จำเลยส่งข้าวเปลือกให้โจทก์ไม่ครบตามสัญญา โจทก์ทวงถามจำเลยไม่ชำระ จึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งสองแถลงว่า เนื่องจากโจทก์ได้เอาที่นาของจำเลยอีกแปลงหนึ่งไปวางประกันเงินกู้ แล้วโจทก์ได้ตกลงกับจำเลยขอรับเอาข้าวเปลือกจากจำเลยเพียงปีละ ๒ เกวียน จนกว่าจะมอบที่นาที่นำไปวางประกันนั้นคืน จำเลยได้มอบข้าวเปลือกให้โจทก์ ๒ เกวียนตามที่ตกลงกันแล้ว จำเลยจึงไม่ผิดสัญญา ศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์จำเลยจดไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า "ปรากฏตามคำแถลงของโจทก์ จำเลยได้ส่งข้าวให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ๒ เกวียน ซึ่งโจทก์ได้รับเก็บไว้ในฉางข้าวของโจทก์แล้ว จำเลยแถลงว่า ได้ตกลงกันข้างนอกศาลกับโจทก์ โดยโจทก์ยอมรับข้าวไปเพียง ๒ เกวียน แล้วโจทก์เอานา ๒ แปลงที่จำเลยเคยทำไปให้คนภายนอกเช่า
ศาลฎีกาวินิจฉัย
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่โจทก์ยอมรับเอาข้าวไว้ ๒ เกวียน จากจำเลยเก็บไว้ในฉางข้าวของโจทก์นั้น จะฟังว่าจำเลยผิดนัดผิดสัญญายอมยังไม่ถนัด จึงยังไม่อาจบังคับตามสัญญายอมข้อ ๓ ได้" โจทก์อุทธรณ์ว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าได้ตกลงกับโจทก์นอกศาลยอมรับเอาข้าวเพียง ๒ เกวียนนั้น ไม่เป็นความจริง จึงเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่จะไม่ยอมปฏิบัติตามสัญญายอม ขอให้ศาลบังคับ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองผิดนัดผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จะอ้างว่าตกลงกันนอกศาลไม่ได้ และโจทก์ก็ไม่รับรองข้ออ้างนี้เป็นเรื่องที่หากเป็นจริง ก็ต้องไปว่ากล่าวกันต่างหาก พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองคืนที่พิพาทให้โจทก์ ห้ามเกี่ยวข้อง จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่โจทก์ยอมรับข้าวเปลือกจากจำเลย๒ เกวียนนั้น แสดงว่าโจทก์ยอมรับเอาข้าวเปลือกตามที่ตกลงไว้กับจำเลยจำเลยมิได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ
ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยมีใจความสำคัญว่า โจทก์ยอมให้ที่พิพาทเป็นของจำเลย โดยจำเลยรับจะส่งข้าวเปลือกให้โจทก์ปีละ ๓ เกวียน หากผิดสัญญาไม่ปฏิบัติก็ให้ที่พิพาทกลับเป็นของโจทก์ข้อสัญญาที่กำหนดให้จำเลยส่งข้าวเปลือกให้โจทก์นี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ศาลจะบังคับให้จำเลยปฏิบัติได้ จึงอาจตกลงกันเป็นอย่างอื่นโดยไม่ถือว่าเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความได้คดีนี้ โจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาส่งข้าวเปลือกให้ไม่ครบ จำเลยต่อสู้ว่าได้ตกลงกับโจทก์ใหม่ และปฏิบัติตามข้อตกลงใหม่แล้วซึ่งถ้าเป็นไปตามที่จำเลยต่อสู้จริง จำเลยก็มิใช่ฝ่ายผิดสัญญา กรณีจึงจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงต่อไป
ผลคำพิพากษา
พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาให้ได้ความในประเด็นที่จำเลยกล่าวอ้าง แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปความ