Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2418/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งบริษัทจำเลยตั้งแต่เริ่มแรก โดยเป็นกรรมการมาตลอดและเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลย โจทก์ไม่อยู่ภายใต้ระเบียบบังคับในการทำงานของบริษัทจำเลย เมื่ออายุเกิน 60 ปีก็ไม่ถูกปลดเกษียณไม่ต้องมาทำงานทุกวัน ไม่มีผู้ใดบังคับบัญชาโจทก์ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทจำเลยกับโจทก์หาได้มีลักษณะเป็นนายจ้างกับลูกจ้างไม่ เพราะโจทก์มิได้อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับของจำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์ปฏิบัติงานโดยอิสระ ไม่ต้องมาทำงานทุกวันและไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของจำเลย อันเป็นลักษณะสำคัญประการหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 แม้จะได้รับเงินเดือนจากบริษัทจำเลย ก็ยังถือไม่ได้ว่าบริษัทจำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการ โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นและเคยเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 โดยได้รับเบี้ยประชุมจากจำเลยที่ 1 เป็นรายปีโจทก์เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งผู้จัดการใหญ่โดยเข้าทำงานตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทประมาณปี 2509 เงินเดือนสุดท้าย237,600 บาท ปี 2541 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้เรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น และเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2541 จำเลยที่ 1มีมติปลดโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการ ซึ่งเท่ากับเป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ได้แสดงเหตุผลอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ต้องขาดรายได้ของเดือนกันยายน 2541 จำนวน 237,600 บาท

โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงขอคิดค่าเสียหายเท่ากับเงินเดือนจำนวน 10 ปี เป็นเงิน28,512,000 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชยจำนวน1,425,600 บาท เงินบำเหน็จเท่ากับ 12 เท่า ของเงินเดือนสุดท้ายเป็นเงิน 2,851,200 บาท โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยทั้งสองเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงินจำนวน 33,264,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จจำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์มีฐานะเป็นกรรมการซึ่งเป็นผู้บริหารของจำเลยที่ 1 และเป็นนายจ้างผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โจทก์มิได้อยู่ในฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสองที่จะมีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยและเงินอื่น ๆ ตามฟ้อง

โจทก์เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด โดยโจทก์จะประชุมเดือนละหนึ่งครั้งมิได้มีงานใด ๆ ที่โจทก์ต้องรับผิดชอบและต้องทำงานตลอดระยะเวลาทำงานในแต่ละวัน ลักษณะงานของโจทก์ไม่เหมือนกับลูกจ้างทั่วไป โจทก์มิได้ตกอยู่ภายใต้ข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ 1 เช่นเดียวกับลูกจ้างคนอื่นคือไม่มีแฟ้มประวัติ ไม่มีใบสมัครงานไม่ต้องมาทำงานในเวลาทำการ การลาก็มิต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดโจทก์ดำรงตำแหน่งมาจนถึงอายุเกือบ 70 ปี เพิ่งจะพ้นตำแหน่งเมื่อปี2541 ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ลูกจ้างหรือพนักงานจะต้องปลดเกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ โจทก์เป็นผู้เริ่มก่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 มิใช่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์มาเป็นลูกจ้าง เงินเดือนของโจทก์สูงเกินกว่าบุคคลที่มีฐานะเพียงลูกจ้างหรือพนักงานของบริษัทจะพึงได้รับ

โจทก์อนุมัติขึ้นเงินเดือนตัวเองตลอดมานอกจากโจทก์จะเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของจำเลยที่ 1 แล้วโจทก์ยังเป็นกรรมการของบริษัทอื่น ๆ ในเวลาเดียวกันอีกกว่า10 บริษัท แสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นกรรมการที่มาประชุมบริษัทเป็นครั้งคราวมิใช่ลูกจ้างที่ต้องมาทำงานประจำให้กับบริษัทการที่จะเข้าเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 หรือถอดถอนพ้นจากตำแหน่งเป็นสิทธิโดยชอบของที่ประชุมผู้ถือหุ้นเป็นผู้พิจารณาจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะไปบังคับผู้ถือหุ้นได้ การที่ผู้ถือหุ้นมีมติถอดถอนโจทก์ออกจากกรรมการ จำเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์จงใจทำให้จำเลยที่ 1 ผู้ถือหุ้นและผู้บริหารคนอื่นเสียหายโดยโจทก์กับพวกไปฟ้องบริษัทสยามกลการ จำกัด อันเป็นบริษัทแม่ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เรียกร้องเงินฐานผิดสัญญาทุนทรัพย์กว่า10,000,000,000 บาท

จำเลยทั้งสองมิใช่นายจ้างของโจทก์เมื่อโจทก์มิได้อยู่ในฐานะเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจจะมาเรียกค่าชดเชยและเงินบำเหน็จจากสวัสดิการของจำเลยที่ 1 ได้ทั้งโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัว ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสองหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนก่อตั้งมาตั้งแต่พ.ศ. 2509 โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ พ.ศ. 2509ตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ได้รับเงินเดือนสุดท้ายเดือนละ 237,600บาท โจทก์เป็นผู้เริ่มก่อการตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 ตั้งแต่เริ่มแรกและเป็นกรรมการมาตลอดจนถึง

พ.ศ. 2541 และเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับในการทำงานของจำเลยที่ 1 เมื่ออายุเกิน 60 ปี ก็ไม่ถูกปลดเกษียณ โจทก์ไม่ต้องมาทำงานทุกวันไม่มีผู้ใดบังคับบัญชาโจทก์ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ หาได้มีลักษณะเป็นนายจ้างกับลูกจ้างไม่ เพราะโจทก์มิได้อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์ปฏิบัติงานโดยอิสระไม่ต้องมาทำงานทุกวัน และไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1อันเป็นลักษณะสำคัญประการหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 แม้โจทก์จะได้รับเงินเดือนจากจำเลยที่ 1 ก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้จ้างโจทก์โจทก์จึงมิใช่ลูกจ้างของจำเลยทั้งสอง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ · สกนธ์ กฤติยาวงศ์ · หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้