Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2410/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดจะเป็นเหตุในลักษณะคดีหรือไม่ต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป ข้อเท็จจริงใดที่รับฟังต้องฟังถึงจำเลยคนอื่นเช่นเดียวกัน ย่อมเป็นเหตุในลักษณะคดีเมื่อคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 6แยกกันเป็นคนละส่วนและมีข้อที่แตกต่างกันรวมทั้งพยานอื่นที่เกี่ยวข้องกับจำเลยด้วย พยานหลักฐานที่จะใช้วินิจฉัยความผิดของจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นผู้อุทธรณ์จึงแตกต่างไปจากจำเลยที่ 6มิใช่พยานชุดเดียวกันทั้งหมด จึงไม่เป็นเหตุในลักษณะคดีศาลอุทธรณ์พิพากษาให้มีผลยกฟ้องไปถึงจำเลยที่ 6ที่มิได้อุทธรณ์ไม่ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งหกกับพวก 2 คน ที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันปล้นทรัพย์สร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท 1 เส้น ราคา 9,000บาท จี้เลี่ยมทอง 1 อัน ราคา 1,000 บาท วิทยุติดตามตัว 1 เครื่องราคา 4,500 บาท ของนางสาวจันทร์เจ้า บุญพูล ผู้เสียหายที่ 1และสร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง 1 เส้น ราคา 2,500 บาทของนางสาวนพมาศ พลภักดี ผู้เสียหายที่ 2 ไป โดยในการปล้นทรัพย์จำเลยทั้งหกกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืน มีด และไม้เป็นอาวุธ จี้ขู่เข็ญ บังคับว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายทั้งสองกับพวกหากขัดขืน เพื่อสะดวกแก่การปล้นทรัพย์ ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ และร่วมกันใช้รถยนต์กระบะ 1 คัน เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำความผิดพาทรัพย์นั้นไปและเพื่อให้พ้นการจับกุมขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 340, 340ตรี และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จี้เลี่ยมทองราคา 1,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 กับนับโทษของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6ในคดีนี้ต่อจากโจทก์ของจำเลยที่ 2 ที่ 1 ที่ 4 และที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2807/2540 ของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จจำเลยที่ 1 ขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 4ที่ 5 และที่ 6 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 3ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, 340 วรรคสอง,340 ตรี ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุกคนละ 24 ปี

จำเลยที่ 1ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และชั้นพิจารณาหลังจากที่โจทก์สืบพยานเสร็จแล้ว จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมชั้นสอบสวน และชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอย่างมาก มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามลดโทษให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 คนละหนึ่งในสี่ และลดโทษให้จำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 จำเลยที่ 1 คงจำคุก 16 ปี จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5และที่ 6 คงจำคุกคนละ 18 ปี และจำเลยที่ 3 คงจำคุก 12 ปีให้จำเลยทั้งหกร่วมกันคืนจี้เลี่ยมทองตามฟ้องแก่ผู้เสียหายที่ 1หรือใช้ราคาทรัพย์ 1,000 บาท

ส่วนคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกที่ 3 ถึงที่ 6 ในคดีนี้ต่อนั้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวยังไม่ได้พิพากษาไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้จำเลยที่ 5 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 และที่ 6 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรี ประกอบด้วยมาตรา 83 จำเลยที่ 5ยื่นอุทธรณ์เพียงคนเดียว จำเลยอื่นไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 5 และเห็นว่าพยานโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 5 และที่ 6 เป็นไปในทำนองเดียวกันไม่อาจแยกรับฟังได้เป็นเหตุในลักษณะคดีจึงพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 6 ด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าจำเลยที่ 5 ร่วมกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การกระทำที่จำเลยที่ 5 ถูกฟ้องมีอัตราโทษขั้นต่ำให้จำคุกเกินกว่าห้าปีขึ้นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพศาลจะต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง จำเลยที่ 5 นอกจากจะให้การปฏิเสธแล้ว ตามทางนำสืบโจทก์ไม่มีพยานปากใดยืนยันว่า จำเลยที่ 5 ร่วมกระทำความผิดคงมีแต่คำรับสารภาพในชั้นจับกุมตามเอกสารหมาย จ.15 และคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.23 ซึ่งเป็นพยานบอกเล่า แม้จะรับฟังเป็นพยานได้แต่ก็มีน้ำหนักน้อยเมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่จะนำมารับฟังประกอบกับคำรับสารภาพให้เชื่อว่าจำเลยที่ 5 กระทำความผิดจริงย่อมไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 5 ได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาต่อไปมีว่า มีเหตุในลักษณะคดีที่จะพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 6 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ด้วยหรือไม่ เห็นว่าข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดจะเป็นเหตุในลักษณะคดีหรือไม่ต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป ข้อเท็จจริงใดที่รับฟังต้องฟังถึงจำเลยคนอื่นเช่นเดียวกัน ย่อมเป็นเหตุในลักษณะคดี สำหรับคดีนี้พยานหลักฐานที่ใช้วินิจฉัยจำเลยที่ 5 แตกต่างจากจำเลยที่ 6คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองแยกกันเป็นคนละส่วนและมีข้อที่แตกต่างกัน รวมทั้งพยานอื่นที่เกี่ยวข้องกับจำเลยด้วยเช่นผู้เสียหายทั้งสองเบิกความว่า รถยนต์ตามภาพถ่ายหมาย จ.3และ จ.8 เป็นรถยนต์ที่ใช้ในการปล้นทรัพย์

จำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.24 ว่า จำเลยที่ 6เป็นผู้เช่ามาจากร้าน กม.3 รถเช่า ค่าเช่าวันละ 1,200 บาท จำเลยที่ 3 เป็นผู้ออกค่าเช่า และโจทก์ยังส่งคำให้การชั้นสอบสวนของนางสาวเปรมฤทัย ยอดแสงจันทร์ ตามเอกสารหมาย จ.11สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่คนร้ายใช้ในการปล้นทรัพย์ตามเอกสารหมายจ.10 และสัญญาเช่ารถยนต์ในระหว่างเกิดเหตุมีจำเลยที่ 6 เป็นผู้เช่าตามเอกสารหมาย จ.13 ประกอบคำแถลงรับข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 6 อีกด้วย ดังนั้นพยานหลักฐานที่จะใช้วินิจฉัยความผิดของจำเลยที่ 5 จึงแตกต่างไปจากจำเลยที่ 6 มิใช่พยานชุดเดียวกันทั้งหมดจึงไม่เป็นเหตุในลักษณะคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 6 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรีประกอบด้วยมาตรา 83 เมื่อลงโทษและลดโทษตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วคงจำคุก 18 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ · วิชา มั่นสกุล · ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1327/2568

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 227 อันเป็นความผิดในลักษณะ 6 ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน โดยมีวัตถุประสงค์ให้ลงโทษแก่ผู้ที่ละเว้นไม่ปฏิบัติต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2567

จำเลยที่ 1 ลูกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานขายสินค้ามีหน้าที่เบิกสินค้าโจทก์ไปจากคลังสินค้าเพื่อนำไปเร่ขายให้แก่ร้านค้าตามราคาที่โจทก์เป็นผู้กำหนด เมื่อจำเลยที่ 1 ขายสินค้าได้เท่าใดในแต่ละวัน จะต้องนำเงินค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 911/2566

จำเลยที่ 1 ฎีกาทำนองว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง อันเป็นการขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 463/2566

ความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน ความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ และความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 21 มีเจตนาเพื่อร่วมกันเล่นการพนันซึ่งเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน อันเป็…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 340/2566

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งห้าคนละ 1 เดือน 15 วัน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คนละ 1 เดือน 15 วัน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 5 อีกสถานหนึ่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้