Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 241/2516

พ.ศ. 2516 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ลูกจ้างของจำเลยนำเรือของจำเลยไปบรรทุกน้ำมันเบนซินจากคลังน้ำมันตามที่จำเลยใช้ เมื่อถ่ายน้ำมันเสร็จแล้วลูกจ้างของจำเลยได้แก้เชือกผูกเรือและติดเครื่องยนต์เพื่อจะนำเรือออกจากท่า จึงได้เกิดไฟไหม้ เมื่อน้ำมันเบนซินอยู่ในความครอบครองของลูกจ้างจำเลยและน้ำมันเบนซินเป็นทรัพย์อันเกิดอันตรายได้โดยสภาพ กรณีจึงปรับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 วรรคสอง ซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่น้ำมันเบนซินเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนี้เกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเกิดเพราะความผิดของโจทก์เองแต่พยานที่จำเลยนำสืบได้ความแต่เพียงว่า เมื่อลูกจ้างของจำเลยแก้เชือกผูกเรือและติดเครื่องยนต์เรือได้ 5-10 นาที ก็เกิดการระเบิดและไฟได้ไหม้ เพียงเท่านี้ยังไม่พอฟังว่าความเสียหายเกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัย จำเลยจึงไม่พ้นความรับผิด

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ครอบครองเรือบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิง และเป็นนายจ้าง ลูกจ้างของจำเลยได้นำเรือยนต์ของจำเลยไปจอดที่ท่าเรือของบริษัทซัมมิทเพื่อบรรทุกน้ำมัน การถ่ายน้ำมันได้กระทำโดยประมาทน้ำมันได้กระเซ็นหรือหยดบนเรือกับปากถังน้ำมันเป็นจำนวนมากซึ่งเป็นต้นเหตุให้ไฟลุกไหม้บนเรือของจำเลย ลูกจ้างของจำเลยได้แก้เชือกที่ผูกเรือของจำเลยออกจากท่าเรือบริษัทซัมมิท แล้วปล่อยให้เรือซึ่งไฟกำลังลุกไหม้ลอยไปตามกระแสน้ำ จนไปปะทะกับทุ่นวางท่อยางส่งดินของโจทก์เสียหาย รวมเป็นเงิน 55,104 บาท จำเลยที่ 1 ให้การว่า ลูกจ้างของบริษัทซัมมิทได้กระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ไฟลุกไหม้ ไม่ใช่ความผิดของลูกจ้างของจำเลยจำเลยจึงไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 2 ให้การว่าเป็นเจ้าของเรือ แต่ได้ให้จำเลยที่ 1 เช่าไป จึงไม่ต้องรับผิด

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์พยานทั้งสองฝ่ายแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าลูกจ้างจำเลยที่ 1 นำเรือวานิชชัยไปบรรทุกน้ำมันเบนซินจากคลังน้ำมันบริษัทซัมมิทตามที่จำเลยที่ 1 ใช้ เมื่อลูกจ้างบริษัทซัมมิทถ่ายน้ำมันเบนซินบรรจุถังซึ่งบรรทุกอยู่ในเรือวานิชชัยได้รวม 30 ถังแล้ว ลูกจ้างจำเลยที่ 1 จึงปล่อยเชือกผูกเรือยนต์วานิชชัยให้เรือลอยไป ในที่สุดเรือยนต์วานิชชัยที่ถูกไฟไหม้ลอยปะทะทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า ก่อนเกิดไฟไหม้นั้น ได้มีการเติมน้ำมันเบนซินบรรจุถังรวม 30 ถังให้ลูกจ้างจำเลยที่ 1 รับไว้ในครอบครอง และลูกจ้างจำเลยที่ 1แก้เชือกผูกเรือติดเครื่องยนต์เพื่อจะนำเรือออกจากท่า ฉะนั้น คดีจึงรับฟังได้ว่าขณะเกิดไฟไหม้น้ำมันเบนซินซึ่งอยู่ในเรือนั้นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ได้รับไว้ในครอบครองขาดตอนแล้ว

ศาลฎีกาเห็นว่า น้ำมันเบนซินซึ่งลูกจ้างจำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเป็นทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ เพราะเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไวไฟน่ากลัวอันตราย มีไอระเหยอาจลุกเป็นไฟได้เมื่อกระทบความร้อน กรณีจึงปรับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 วรรค 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่น้ำมันเบนซินที่ลูกจ้างจำเลยที่ 1 ครอบครองเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนี้เกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของโจทก์เอง ศาลฎีกาพิเคราะห์พยานจำเลยแล้วจำเลยที่ 1 นำสืบได้ความเพียงว่า เมื่อลูกจ้างจำเลยที่ 1 แก้เชือกผูกเรือและติดเครื่องยนต์เรือได้ 5 ถึง 10 นาที ก็เกิดการระเบิดขึ้นและไฟได้ไหม้เพียงเท่านั้นยังไม่พอฟังว่าความเสียหายเกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัย จึงไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 1 จะพ้นความรับผิด

สำหรับความเสียหายนั้น โจทก์นำสืบฟังได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นจำนวนเงินดังที่โจทก์ฟ้อง และจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบหักล้าง ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุธรรม วรรณแสง · สงวน สิทธิไชย · ชลอ จามรมาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้