คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้เงินเป็นค่าบำนาญ 123,046 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ร่วมกันชำระเงินเป็นค่าบำนาญให้โจทก์เดือนละ 1,034 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่กรรมจำเลยทั้งเจ็ดให้การว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องเกิน 1 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องในวันชี้สองสถาน โจทก์แถลงรับว่า ได้ทราบคำสั่งของจำเลยที่ 1 ให้ปลดโจทก์ออกจากราชการ เมื่อปี พ.ศ. 2522ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปีหรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งที่ปลดโจทก์ออกจากราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2518 และให้จำเลยร่วมกันจ่ายเงินบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494ไม่ใช่ฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายพอสรุปความได้ว่า จำเลยทั้งเจ็ดกระทำการไม่ชอบไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการและเป็นการกระทำขัดต่อพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2518 จนกระทั่งจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้ปลดโจทก์ออกจากราชการ ทำให้โจทก์หมดสิทธิในการได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมาย เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์
ทำให้โจทก์เสียหาย ดังนี้ ฟ้องโจทก์เป็นเรื่องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิในการรับราชการของโจทก์ แม้โจทก์อ้างการคำนวณจำนวนเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ก็มีสภาพเป็นค่าเสียหายในมูลละเมิดนั่นเอง จึงต้องใช้อายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 448 เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน