Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2397/2564

พ.ศ. 2564 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) บัญญัติให้ฟ้องต้องระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด หรือฟ้องต้องบรรยายให้ครบองค์ประกอบความผิด แต่การบรรยายฟ้องส่วนของข้อเท็จจริงในองค์ประกอบความผิดไม่ได้เคร่งครัดว่าจะต้องใช้ถ้อยคำตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายทุกประการ ฟ้องโจทก์ข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.3 บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดฐานปลอมเอกสาร ฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอม และฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน เป็นลำดับและมีรายละเอียดต่อเนื่องกัน เมื่ออ่านโดยรวมแล้วเข้าใจได้ และมีการบรรยายข้อความต่อเนื่องอีกว่า การกระทำตามฟ้องข้อดังกล่าวทำให้โจทก์ต้องสูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินไปเป็นของจำเลยที่ 2 เป็นการบรรยายองค์ประกอบความผิดแล้วว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ผู้อื่นหรือประชาชนอย่างไร ฟ้องโจทก์ทั้งสามฐานนี้จึงครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ฟ้องโจทก์บรรยายแล้วว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำต้นฉบับโฉนดที่ดินของโจทก์ไปเสียจากโจทก์ ต่อมานำไปจดทะเบียนซื้อขายกับจำเลยที่ 2 ซึ่งทำให้โจทก์ต้องสูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จึงเป็นฟ้องที่บรรยายว่าการกระทำดังกล่าวน่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ผู้อื่นหรือประชาชนอย่างไร ครบองค์ประกอบความผิดแล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 188, 264, 268

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องโจทก์ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาว่าบุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาว่าการกระทำของบุคคลนั้นครบองค์ประกอบที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิดหรือไม่ ซึ่งสอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่บัญญัติให้ฟ้องต้องระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด หรืออีกนัยหนึ่ง ฟ้องต้องบรรยายให้ครบองค์ประกอบความผิด ฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิดจึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและศาลไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ แม้การบรรยายฟ้องในส่วนของข้อเท็จจริงในองค์ประกอบความผิดนั้น

ไม่ได้เคร่งครัดว่าจะต้องใช้ถ้อยคำตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายทุกประการ แต่โจทก์ยังคงต้องบรรยายให้ครบองค์ประกอบความผิด ประกอบด้วย องค์ประกอบภายนอกและองค์ประกอบภายใน และบางฐานความผิดยังต้องมีพฤติการณ์ประกอบการกระทำหรือเจตนาพิเศษ อย่างใดอย่างหนี่งหรือทั้งสองอย่างจึงจะเป็นความผิด ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดที่โจทก์ต้องบรรยายฟ้องมาด้วย เมื่อการบรรยายฟ้องตามมาตรา 158 (5) ไม่จำต้องเคร่งครัดถึงกับต้องใช้ถ้อยคำในกฎหมาย และฟ้องโจทก์ข้อ 2 วรรคหนึ่ง ที่แยกเป็นข้อ 2.1 ข้อ 2.2 และข้อ 2.3 ก็เป็นการบรรยายฟ้องแสดงข้อเท็จจริงซึ่งเป็นการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดเป็นลำดับและมีรายละเอียดต่อเนื่องกัน ซึ่งเมื่ออ่านโดยรวมแล้วเข้าใจได้ โดยความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง

โจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยทั้งสองปลอมหนังสือมอบอำนาจโจทก์เพื่อเป็นหลักฐานในการจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขายที่ดินกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำเพื่อนำเอาเอกสารหนังสือมอบอำนาจปลอมนั้นไปใช้ในกิจการที่อาจเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชนอย่างไรอยู่ในตัว ส่วนความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอมตามมาตรา 268 วรรคหนึ่งโจทก์ก็บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยทั้งสองใช้หรืออ้างหนังสือมอบอำนาจปลอมนั้นต่อเจ้าพนักงานที่ดินจนหลงเชื่ออย่างไร และสำหรับความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามมาตรา 137 โจทก์ก็บรรยายฟ้องแล้วว่าเป็นการที่จำเลยทั้งสองให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานที่ดินโดยเจตนาที่จะไม่ต้องแสดงหนังสือยินยอมของคู่สมรสของโจทก์ในการจดทะเบียนขายที่ดินทั้งที่ความจริงโจทก์มีคู่สมรส ซึ่งในคำฟ้องข้อ 2 วรรคสอง

ก็มีการบรรยายข้อความต่อเนื่องอีกว่า การกระทำตามฟ้องข้อ 2.1 ข้อ 2.2 และข้อ 2.3 ทำให้โจทก์ต้องสูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินไปเป็นของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการบรรยายองค์ประกอบความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอมและฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานแล้วว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ผู้อื่นหรือประชาชนอย่างไร ฟ้องโจทก์ในความผิดทั้งสามฐานนี้จึงครบองค์ประกอบความผิดแล้ว นอกจากนี้ความผิดฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนตามมาตรา 188 ในข้อ 2.1 ตามฟ้องโจทก์ข้อ 2 วรรคหนึ่ง นั้น แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้ด้วย แต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 โดยเห็นว่า ความผิดฐานดังกล่าวโจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำต้นฉบับโฉนดที่ดินของโจทก์ไปเสียจากโจทก์ ต่อมานำไปจดทะเบียนซื้อขายกับจำเลยที่ 2 ตามที่ได้ความในข้อ 2.2 ซึ่งทำให้โจทก์ต้องสูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดดังกล่าวตามฟ้องข้อ 2 วรรคสอง ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นจึงเป็นฟ้องที่บรรยายว่าการกระทำดังกล่าวน่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ผู้อื่นหรือประชาชนอย่างไร ครบองค์ประกอบความผิดแล้วเช่นกัน การที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องในความผิดทุกฐานไม่ครบองค์ประกอบความผิด โดยวินิจฉัยคำฟ้องโจทก์แยกเป็นส่วน ๆ และไม่ได้วินิจฉัยข้อความตามฟ้องโจทก์ข้อ 2 วรรคสองที่บรรยายว่า "ทำให้โจทก์ต้องสูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดิน" ว่ามีความหมายอย่างไรด้วยจึงยังไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นพิพากษาความผิดตามฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองใหม่ตามรูปคดี

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชลิต กฐินะสมิต · กิตติพงษ์ ศิริโรจน์ · สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสงขลา - นางสาวณัฐพร เดชาวุธ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายศตวรรษ ทาแก้ว
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.2333/2563
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้