Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2390/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์อ้างในคำฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสี่คัดค้าน การรังวัดที่ดินของโจทก์โดยอ้างว่า มีทางสาธารณะในที่ดินโจทก์ กว้าง 3 วาซึ่งความจริงไม่มีทางสาธารณะในที่ดินโจทก์เลย ขอให้ พิพากษาว่าที่ดินที่จำเลยอ้างว่าเป็นทางสาธารณะเป็นที่ดินโจทก์ โดยโจทก์มิได้อ้างมาในคำฟ้องว่า ทางสาธารณะกว้างเพียงใด แต่ ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงที่ได้นำสืบ ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โจทก์จึงหยิบยกขึ้นฎีกาได้ โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยคัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะ ทางพิจารณาข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ด้านทิศใต้ของที่ดินโจทก์เป็นทางสาธารณะกว้าง 2 วา ยาวตลอดแนว ที่ดินโจทก์เท่ากับว่าที่ดินพิพาทกว้าง 1 วา ยาวตลอดแนวที่ดินของ โจทก์เป็นของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์ใด ๆ เป็น ของตนทั้งหมดแต่พิจารณาได้ความว่าโจทก์ควรได้ในส่วนแบ่ง เมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะพิพากษาให้โจทก์ได้รับแต่ส่วนแบ่งนั้นได้ มิใช่เป็นการพิพากษาให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฎ ในคำฟ้อง.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นางสาวทองทิพย์ รักษากิจ เป็นผู้ดำเนินคดีแทน คดีนี้โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่า 5 แปลงตั้งอยู่ที่ตำบลผักไห่ อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยซื้อมาจากผู้มีชื่อ ต่อมาโจทก์ได้นำที่ดินแปลงที่ 1 ถึงที่ 4 ไปแจ้งการครอบครองเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 50 วาตามแผนที่สีดำท้ายฟ้อง เอกสารหมายเลข 7 ส่วนที่ดินแปลงที่ 5 ปรากฏตามแผนที่สีน้ำเงิน เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 8 เมื่อ พ.ศ. 2526

โจทก์ยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงและได้นำรังวัด จำเลยทั้งสี่ได้คัดค้านว่าโจทก์นำรังวัดด้านทิศใต้รุกล้ำที่ดินที่เป็นทางสาธารณะกว้าง 3 วา ยาว 4 เส้น เนื้อที่ประมาณ 240 ตารางวา ราคา 24,000 บาทตามแผนที่เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 และ 8 ความจริงที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ทางสาธารณะแต่เป็นทางที่โจทก์เคยเว้นทางเดินไว้กว้างประมาณ1 วา ยาวตลอดเนื้อที่ 4 เส้นเศษ เพื่อให้คนงานของโจทก์ใช้เป็นทางเดินเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 3 คัดค้านดังกล่าว สำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจึงไม่ออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีคำสั่งให้โจทก์นำคดีมาฟ้องศาลเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ไม่ใช่ทางสาธารณะ

ห้ามจำเลยทั้งสี่คัดค้านการขอออกโฉนดที่ดิน ถ้ามีการคัดค้านไปแล้วก็ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยถอนคำคัดค้านเสียหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงเจตนาแทนจำเลยจำเลยทั้งสี่ให้การว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ดูแลรักษาทางสาธารณประโยชน์ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะและทางกระบือ เมื่อโจทก์แจ้งการครอบครอง โจทก์ก็ระบุไว้ว่าเป็นทางสาธารณะ เมื่อโจทก์ขอออกโฉนดที่ดิน โจทก์ได้นำชี้รุกล้ำเข้าไปในทางสาธารณะ จำเลยที่ 1ที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานจึงไม่อาจรับรองแนวเขตของโจทก์ได้ จำเลยที่ 1 ที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดตามหน้าที่หรือในฐานะส่วนตัวระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นางสาวทองทิพย์ รักษากิจ ซึ่งเป็นทายาทขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้ปลดเปลื้องการรบกวนการครอบครองเกิน 1 ปี นับแต่เวลาถูกรบกวน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้องโจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน 5 แปลง ตั้งอยู่ที่หมู่ 2 ตำบลผักไห่ อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยซื้อมาจากผู้มีชื่อที่ดินสี่แปลงแรกปรากฏตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.5 ส่วนที่ดินแปลงที่ 5 ไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายต่อกัน ที่ดินทั้งห้าแปลงมีเขตติดต่อกัน เมื่อมีการแจ้งการครอบครองเพื่อออก ส.ค.1 โจทก์ได้แจ้งการครอบครองที่ดินสี่แปลงแรกเป็นที่ดินผืนเดียวกันตาม

ส.ค.1 เลขที่44 เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 1 เมื่อ พ.ศ. 2523 โจทก์ได้ยื่นเรื่องราวขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยาโจทก์นำชี้เพื่อรังวัดออกโฉนด จำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่ยอมรับรองแนวเขตที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศใต้ จำเลยที่ 3 ยังไม่นำชี้ว่าที่ดินด้านทิศใต้ที่โจทก์นำชี้ว่าเป็นของโจทก์เนื้อที่กว้าง 3 วา ยาวตลอดแนวที่ดินของโจทก์ประมาณ 4 เส้นเป็นทางสาธารณะ ปรากฏตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 เส้นสีเขียว ซึ่งความจริงทางสาธารณะทางด้านทิศใต้ของที่ดินโจทก์กว้างเพียง 2 วา โจทก์ฎีกาว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า โจทก์ฟ้องว่าที่พิพาทเนื้อที่กว้าง 3 วา ยาวตลอดแนวที่ดินของโจทก์ประมาณ 4 เส้น ไม่เป็นทางสาธารณะ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า เป็นทางสาธารณะกว้างเพียง 1 วา และโจทก์ยอมให้เป็นสาธารณะกว้าง 2 วา จึงให้ยกฟ้องของโจทก์เสียนั้นไม่ชอบ

ขอให้พิพากษาว่าด้านทิศใต้ที่ดินของโจทก์มีทางสาธารณะกว้างเพียง 1 วา ทางพิพาทนอกนั้นมาทางทิศเหนือกว้าง 2 วา เป็นที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสี่แก้ฎีกาว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าทางสาธารณะกว้างเพียงใด โจทก์มิได้อ้างมาในคำฟ้อง และไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์โจทก์จึงฎีกาไม่ได้นั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าโจทก์อ้างมาในคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่คัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์โดยอ้างว่า มีทางสาธารณะในที่ดินโจทก์กว้าง 3 วา ซึ่งความจริงไม่มีทางสาธารณะในที่ดินโจทก์เลย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินที่จำเลยอ้างว่าเป็นทางสาธารณะเป็นที่ดินของโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขอให้พิพากษาตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ว่ามีทางสาธารณะในที่ดินของโจทก์กว้างเพียงใดนั้น เป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงที่ได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ดังกล่าว โจทก์จึงหยิบยกขึ้นฎีกาได้ ส่วนปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่าการที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าที่พิพาทเป็นทางสาธารณะส่วนหนึ่ง แต่โจทก์อ้างว่าเป็นของโจทก์ทั้งหมด ไม่ได้ตั้งประเด็นว่าทางสาธารณะกว้างเพียงใด โจทก์จึงไม่อาจชนะคดี ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้สิ่งใด ๆเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่

ฯลฯ(2) ในคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์ใด ๆ เป็นของตนทั้งหมดแต่พิจารณาได้ความว่าโจทก์ควรได้ในส่วนแบ่ง เมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะพิพากษาให้โจทก์ได้รับแต่ส่วนแบ่งนั้นก็ได้ ฯลฯ"สำหรับคดีนี้เห็นได้ว่า โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์ขอออกโฉนด จำเลยคัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ไม่ใช่ทางสาธารณะ แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าด้านทิศใต้ของที่ดินโจทก์เป็นทางสาธารณะกว้าง 2 วา ยาวตลอดแนวที่ดินโจทก์ จึงเท่ากับว่าที่ดินพิพาทกว้าง1 วา ยาวตลอดแนวที่ดินของโจทก์เป็นของโจทก์ กรณีจึงต้องตามบทบัญญัติมาตรา 142(2) ดังที่กล่าวแล้ว ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องของโจทก์เสียทั้งหมดนั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรพิพากษาให้โจทก์ได้รับแต่ส่วนแบ่งที่เป็นของโจทก์ตามที่ปรากฏในทางพิจารณาดังกล่าวแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ด้านทิศใต้ของที่ดินโจทก์เป็นทางสาธารณะกว้าง 2 วา ยาวตลอดที่ดินโจทก์ ทางพิพาทนอกจากนั้นมาทางทิศเหนือกว้าง 1 วา เป็นที่ดินโจทก์ห้ามจำเลยที่ 1 และที่ 3 คัดค้านการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ในส่วนนี้.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มีพาศน์ โปตระนันทน์ · เคียง บุญเพิ่ม · พินิจ ฉิมพาลี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3881/2568

หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญา และถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5357/2567

ผู้ร้องเป็นเพื่อนจำเลย จำเลยขอให้ผู้ร้องเข้าไปดูแลความปลอดภัยที่ร้านขายอาหารและเครื่องดื่มของจำเลยในอาคารพิพาท ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2563 ผู้ร้องซื้ออุปกรณ์ภายในร้านค้าของจำเลย จำเลยมอบกุญแจร้านค้าให้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1242/2567

แม้จำเลยจะมิได้บรรยายในคำฟ้องอุทธรณ์ด้วยถ้อยคำที่ชัดแจ้งว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมารับฟังได้ความว่าการหย่าในคดีนี้ทำให้จำเลยยากจนลงก็ตาม แต่ในอุทธรณ์ของจำเลยกล่าวอ้างถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ อันเป็นพฤต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4837/2567

สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องโจทก์ คือ โจทก์เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งสองคันซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายให้แก่จำเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 822/2567

จำเลยทำสัญญาให้โจทก์เป็นนายหน้าขายที่ดินตกลงค่านายหน้าในอัตราร้อยละ 3 จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดได้ โจทก์ฟ้องตั้งรูปคดีว่าจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญากับโจทก์โดยไม่สุจริตปราศจากมูลที่จะอ้างตามส…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้