Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 239/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยรู้อยู่ว่าห้องอาหารที่อยู่ในโรงแรมนั้น นอกจากขายอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ยังจัดให้มีการค้าประเวณีด้วย จำเลย ได้แนะนำชี้ชวนผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้ไปทำงานใน ตำแหน่งรีเซฟชั่นหรือพนักงานต้อนรับและพนักงานเสิร์ฟ ที่ห้องอาหาร ดังกล่าวร่วมกับนาย ก. และนาง ท. จึงเป็นการร่วมกันกระทำความผิด ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91,282, 283 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6)พ.ศ. 2526 มาตรา 4 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2530 มาตรา 5 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 8, 73 และริบของกลางจำเลยให้การปฏิเสธระหว่างการพิจารณา จำเลยขอถอนคำให้การเดิม โดยขอให้การรับสารภาพในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน ส่วนข้อหาอื่นคงให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 8 วรรคแรก ลงโทษตามมาตรา 73จำคุก 2 ปี จำเลยรับสารภาพเป็นเหตุบรรเทาโทษ

ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก และวรรคสอง ลงโทษตามมาตรา283 วรรคแรก จำคุก 7 ปี ลงโทษตามมาตรา 283 วรรคสอง รวม 2 กระทงกระทงละ 7 ปี รวมจำคุกทั้งสิ้น 22 ปี ริบของกลาง นอกนั้นให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยได้ประกอบธุรกิจจัดหางานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ใช้ชื่อว่า วลีพรบริการ สำนักงานอยู่บ้านเลขที่3/65 ลาดพร้าว ซอย 31 แขวงลาดยาว เขตบางเขน กรุงเทพมหานครจำเลยได้ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์วัฐจักรและปิดแผ่นป้ายโฆษณาไว้บริเวณที่จอดรถยนต์โดยสารประจำทางในถนนลาดพร้าวมีข้อความว่ารับสมัครแม่บ้าน คนครัว คนสวน คนขับรถ

ดูแลเด็ก ดูแลคนชราเด็กเสิร์ฟ รีเซฟชั่น และคนงานทั่วไป บอกสถานที่ติดต่อที่สำนักงานของจำเลยหรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 5114987 ผู้เสียหายทั้งห้าได้ไปสมัครงานกับจำเลยในตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟ รีเซฟชั่นหรือพนักงานต้อนรับ นายกิมจั๊วหรือกิมจั้ว แซ่โง้ว และนางทองสา โพธิ เป็นคนพาผู้เสียหายทั้งห้าแต่ละคนไปส่งที่โรงแรมพระอินทร์ราชา ซึ่งมีห้องอาหารราชาค่าเฟ่อยู่ในบริเวณเดียวกัน ตั้งอยู่ที่ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางพรทิพย์ทองวิไลไพสิฐ เจ้าของกิจการดังกล่าวเป็นผู้รับตัวผู้เสียหายทั้งห้าไว้ ผู้เสียหายทั้งห้าถูกควบคุมอยู่ภายในโรงแรม และถูกบังคับให้ร่วมประเวณีกับชายทั่วไปที่มาที่ห้องอาหารและโรงแรมดังกล่าวต่อมาผู้เสียหายที่ 1 บอกนางพรทิพย์ว่าจะขอกลับบ้านและจะเอาเงินไปไถ่ตัวผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเพื่อนและมาสมัครด้วยกันนางพรทิพย์ยอมให้ผู้เสียหายที่ 1 กลับโดยเอาเงินให้ไป 6,000 บาทเพื่อไถ่ตัวผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ผู้เสียหายที่ 1 กลับมาแล้วได้รับคำแนะนำให้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ จึงไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามวันที่ 15 มกราคม 2531 เจ้าพนักงานตำรวจทำการจับกุมจำเลย

นายกิมจั๊วและนางทองสาได้ ต่อมาในวันเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจได้วางแผนและเข้าทำการจับกุมนางพรทิพย์ได้ภายในโรงแรมพระอินทร์ราชา พร้อมช่วยเหลือผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 5กับพวกรวมทั้งหมด 15 คน ออกมาได้ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้มีว่า จำเลยกับนายกิมจั๊วและนางทองสา ซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง เพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น ได้ร่วมกันเป็นธุระจัดหาล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งผู้เสียหายที่ 1 หญิงอายุ 18 ปีเศษ และผู้เสียหายที่ 2 กับที่ 4เด็กหญิงอายุ 16 ปีเศษ และ 15 ปีเศษตามลำดับ โดยใช้อุบายหลอกลวงหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2530 ผู้เสียหายที่ 4 ไปที่สำนักงานของจำเลยเพื่อสมัครงาน พบจำเลย

สามีจำเลยนายกิมจั๊วและนางทองสา จำเลยบอกว่ามีงานทำหน้าที่พนักงานเสิร์ฟอาหารที่ห้องอาหารราชาคาเฟ่ เงินเดือน 5,000 บาท - 6,000 บาท ผู้เสียหายที่ 4 ตกลง และจ่ายค่าบริการให้จำเลยเป็นเงิน 200 บาท จำเลยบอกให้นายกิมจั๊วพาผู้เสียหายที่ 4 ไปฝากงาน นายกิมจั๊วพาผู้เสียหายที่ 4 ไปพบกับนางพรทิพย์ที่โรงแรมพระอินทร์ราชา นางพรทิพย์ให้เงินนายกิมจั๊ว 500 บาท และให้เงินผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 2,000 บาทเพื่อซื้อเสื้อผ้า ส่วนผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 นั้น ได้ชวนกันไปสมัครงานที่สำนักงานของจำเลยเมื่อต้นเดือนมกราคม 2531 พบจำเลยนายกิมจั๊วและนางทองสากับชายอีกคนหนึ่ง จำเลยบอกว่าถ้าทำงานรีเซฟชั่นจะได้เงินเดือนเดือนละประมาณ 6,000 บาท และเงินพิเศษเดือนละ 10,000 บาท

ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 กลับมาปรึกษากันและตกลงใจไปทำงานตามที่จำเลยบอก วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไปที่สำนักงานของจำเลย พบจำเลย นายกิมจั๊วและนางทองสาจำเลยขอเก็บเงินค่าบริการคนละ 500 บาท ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2บอกว่าไม่มี จำเลยบอกให้ไปเบิกจากที่ทำงานแล้วมอบให้นายกิมจั๊วจากนั้นจำเลยให้นายกิมจั๊วกับนางทองสาพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2ไปส่ง นายกิมจั๊วกับนางทองสาพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไปพบกับนางพรทิพย์ที่โรงแรมพระอินทร์ราชา ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2จะเบิกเงินล่วงหน้าคนละ 500 บาท นางพรทิพย์ให้เบิกล่วงหน้าคนละ2,000 บาท เพื่อซื้อเสื้อผ้าใส่ด้วย ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2มอบเงินค่าบริการให้แก่นายกิมจั๊วคนละ 500 บาทจำเลยนำสืบว่า

เดิมจำเลยมีอาชีพเป็นครูอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ต่อมาปลายปี 2530 จึงมาประกอบธุรกิจจัดหางานโดยดำเนินการเพียงผู้เดียว ในการจัดหางานให้คนหางานนั้นไม่ได้เรียกค่าตอบแทนเมื่อคนหางานได้งานทำแล้วจึงจะนำเงินมาให้แก่จำเลย เฉลี่ยแล้วให้คนละประมาณ 200 บาท จำเลยเรียกค่าตอบแทนจากผู้ต้องการหาคนงานเป็นเงิน 300 บาท ต่อคน ผู้ต้องการคนงานจะเป็นฝ่ายมารับคนงานไปจากจำเลยและไม่ให้ที่อยู่ไว้ คงให้เพียงหมายเลขโทรศัพท์จำเลยจึงไม่ทราบว่าคนหางานจะถูกส่งไปทำงานที่ใด นายกิมจั๊วเคยมาสมัครงานในตำแหน่งคนครัว แต่จำเลยจัดหางานให้ไม่ได้ ต่อมานายกิมจั๊วมาบอกจำเลยว่าพี่สาวต้องการคนงานหญิงไปทำงานบ้าน จำเลยจัดส่งให้นายกิมจั๊วรับไป 2 คน

ผู้เสียหายทั้งห้ามาสมัครงานในตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟอาหาร นายกิมจั๊วมาขอรับผู้เสียหายทั้งห้าไปทำงานที่ห้องอาหารราชาคาเฟ่ทีละคนจนครบ จำเลยไม่เคยรู้จักนางพรทิพย์และไม่เคยไปที่ห้องอาหารราชาคาเฟ่ หรือโรงแรมพระอินทร์ราชานายกิมจั๊วและนางทองสาไม่เคยมาพักที่บ้านจำเลย ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยนั้นเป็นช่วงเวลาที่นายกิมจั๊วและนางทองสามาติดต่อเพื่อขอรับคนงานไปทำงานอีกพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยตั้งสำนักงานประกอบธุรกิจจัดหางานมีการลงทุนประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์และจัดทำแผ่นป้ายโฆษณาปิดตามที่ต่าง ๆ ที่จำเลยอ้างว่าไม่ได้เรียกค่าตอบแทนจากคนหางาน แต่เรียกเอาจากผู้ต้องการหาคนงานเป็นเงิน 300 บาท ต่อคนนั้นไม่สมต่อเหตุผลผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ต่างเบิกความว่าจำเลยเรียกค่าบริการในการหางานคนละ 500 บาท

ผู้เสียหายที่ 4 ก็เบิกความว่าจำเลยเรียกค่าบริการในการหางาน 200 บาท ได้จ่ายให้จำเลยไป ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ต่างเบิกความว่า จำเลยแนะนำให้ทำงานในตำแหน่งรีเซฟชั่นหรือพนักงานต้อนรับ และพนักงานเสิร์ฟจะได้เงินเดือนดีถึงเดือนละ 5,000 - 6,000 บาท และยังมีเงินพิเศษอีกด้วย จำเลยอ้างว่ารู้จักนายกิมจั๊วและนางทองสาภรรยา เพราะนายกิมจั๊วเคยมาสมัครงานในตำแหน่งพ่อครัว แต่จำเลยหางานให้นายกิมจั๊วไม่ได้ต่อมานายกิมจั๊วมาขอรับคนงานไปทำงานบ้านพี่สาวนายกิมจั๊ว 2 คนและเมื่อผู้เสียหายทั้ง 5 มาสมัครงานจำเลยก็จัดส่งให้นายกิมจั๊วและนางทองสานำไปทำงานตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟที่ห้องอาหารราชาคาเฟ่อีกจำเลยเป็นผู้จัดหางานจึงเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยจะไม่สอบถามนายกิมจั๊วและนางทองสาว่างานที่นายกิมจั๊วและนางทองสาขอรับคนหางานไปทำนั้นเป็นงานอะไรมีรายได้เท่าใด และทั้ง

ๆ ที่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2จะไม่มีเงินค่าบริการคนละ 500 บาท ให้แก่จำเลย จำเลยก็ยังบอกให้ไปเบิกจากที่ทำงานก่อนแล้วให้มอบให้นายกิมจั๊ว แสดงว่าจำเลยต้องรู้ว่าคนหางานนั้นไปทำงานอะไรมีรายได้เท่าใด จำเลยย่อมต้องเฉลียวใจบ้างว่าเหตุใดนายจ้างจึงให้ค่าจ้างมากถึงเพียงนั้นและทั้งยังยอมจ่ายค่าจ้างล่วงหน้าให้ด้วย ตามรูปคดีจึงเชื่อได้ว่าจำเลยรู้อยู่ว่าห้องอาหารราชาคาเฟ่ที่อยู่ในโรงแรมพระอินทร์ราชานั้นนอกจากขายอาหารและเครื่องดื่มแล้วยังจัดให้มีการค้าประเวณีด้วยจำเลยเป็นผู้แนะนำชี้ชวนผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้ไปทำงานในตำแหน่งรีเซฟชั่นหรือพนักงานต้อนรับและพนักงานเสิร์ฟที่ห้องอาหารดังกล่าวร่วมกับนายกิมจั๊วและนางทองสา จึงเป็นการร่วมกันกระทำความผิดในข้อหานี้ตามที่โจทก์ฟ้องที่จำเลยฎีกาโดยอ้างคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 4 ที่ตอบคำถามค้านทนายจำเลยนั้น

เห็นว่าผู้เสียหายที่ 4 ไปสมัครงานกับจำเลยครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน2530 เจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมนางพรทิพย์ และช่วยเหลือผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกรวมทั้งหมด 15 คน ออกมาได้ในวันที่15 มกราคม 2531 จึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้เสียหายที่ 4 จะได้เคยไปสมัครงานกับจำเลยก่อนครั้งเกิดเหตุคดีนี้ 5-6 ครั้ง และจำเลยเคยส่งไปทำงานบ้านประมาณ 3 เดือน ทำงานร้านอาหารเขียวหวาน 6 เดือนทำงานบ้านและเลี้ยงเด็กแถวถนนสุทธิสาร 4 เดือน ทำงานบ้านแถวบางกะปิ2 เดือน คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 4 นี้ น่าจะเป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยเสียมากกว่า ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เกียรติ จาตนิลพันธุ์ · ไพฑูรย์ เนติโพธิ์ · โสภณ จันเทรมะ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1207/2567

การจะเป็นความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรดังกล่าว หรือสมคบกันตั้งแต่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 125/2567

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ผู้กระทำต้องรู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 740/2566

แม้คําพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นจะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคําวินิจฉัยดังกล่าวที่ฟังข้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 514/2566

วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว และก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ศาลอาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมทั้งการเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่โดย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้