Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2387/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้และคดีหมายเลขดำที่ 13/2539ของศาลภาษีอากรกลางพร้อมกับโดยมอบอำนาจให้ อ.เป็นผู้ฟ้องคดีแทนทั้งสองเรื่อง แต่ด้วยความสับสนและผิดหลงได้ติดหนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับสลับสำนวนกัน และในการยื่นคำคู่ความต่อ ๆ มา เจ้าหน้าที่ศาลก็ยังเผลอติดคำคู่ความสลับสำนวนกันอีก ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมให้ถูกต้อง ศาลจึงอนุญาตให้นำหนังสือมอบอำนาจที่สลับสำนวนกันมาติดใหม่ให้ถูกต้อง ซึ่งหนังสือมอบอำนาจท้ายสำนวนก็ปรากฏข้อความว่า กรรมการผู้มีอำนาจลงนามแทนโจทก์ได้มอบอำนาจให้ อ. ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและการที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้ไขได้ก็เป็นการอนุญาตให้แก้ไขให้ถูกต้องตามความเป็นจริงชอบที่ศาลจะอนุญาตได้ แม้บริษัทโจทก์จะจัดตั้งขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประกอบกิจการค้าหรือหากำไรก็ตาม แต่การค้าขายโดยปกติของโจทก์เป็นการค้าปูนซิเมนต์และวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆในการก่อสร้าง มิใช่เป็นการค้าขายที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างโจทก์ซื้อที่ดินและอาคารมาโดยมีความมุ่งหมายเพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจการค้า ต่อมาเมื่อหมดความจำเป็นจึงขายไปและแม้จะขายได้ราคาสูงกว่าราคาที่ซื้อมาเป็นจำนวนมากก็เป็นไปตามปกติของราคาที่ดินและอาคารที่สูงขึ้นตามกาลเวลาของราคาตลาด หาใช่มีลักษณะเป็นทางการค้าหรือหากำไรจึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ขายที่ดินและอาคารตามฟ้องไปเป็นทางการค้าหรือหากำไร โจทก์จึงไม่จำต้องเสียภาษีการค้าตามบัญชีอัตราภาษีการค้า ประเภทการค้า 11 แห่งประมวลรัษฎากร

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีการค้าของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยตามหนังสือแจ้งภาษีการค้าที่ ต.6/1035/4/102732 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร เลขที่ 532/2538/1 ที่วินิจฉัยให้โจทก์นำเงินค่าภาษีการค้า เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีบำรุงเทศบาล จำนวน 11,838,750 บาท ไปชำระด้วยจำเลยให้การว่า การประเมินภาษีการค้ารายบริษัทโจทก์ของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในคดีนี้ถูกต้องชอบด้วยเหตุผลและกฎหมายแล้วโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ขอให้ยกฟ้องก่อนสืบพยานโจทก์และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้องและคำให้การรวมตลอดทั้งตามเอกสารที่คู่ความอ้างเป็นพยานหลักฐาน โดยโต้แย้งกันเพียงว่าการขายที่ดินและอาคารที่พิพาทตามฟ้องของโจทก์เป็นการขายทางการค้าหรือหากำไรหรือไม่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีการค้า ที่

ต.6/1035/4/102732ฉบับลงวันที่ 29 กันยายน 2537 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามหนังสือที่ 532/2538/1ฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2538จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ในข้อนี้ได้ความว่า โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้และคดีหมายเลขดำที่ 13/2539 ของศาลภาษีอากรกลางพร้อมกันโดยมอบอำนาจให้นางอุบลรัตน์ นครชัย เป็นผู้ฟ้องคดีแทนทั้งสองเรื่องแต่ด้วยความสับสนและผิดหลงได้ติดหนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับสลับสำนวนกัน และในการยื่นคำคู่ความต่อ ๆ มา เจ้าหน้าที่ศาลก็ยังเผลอติดคำคู่ความสลับสำนวนกันอีก ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมให้ถูกต้อง ศาลจึงอนุญาตให้นำหนังสือมอบอำนาจที่สลับสำนวนกันมาติดใหม่ให้ถูกต้อง ซึ่งหนังสือมอบอำนาจท้ายสำนวนก็ปรากฏข้อความว่า กรรมการผู้มีอำนาจลงนามแทนโจทก์ได้มอบอำนาจให้นางอุบลรัตน์

นครชัย ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและการที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้ไขได้ก็เป็นการอนุญาตให้แก้ไขให้ถูกต้องตามความเป็นจริงชอบที่ศาลจะอนุญาตได้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการต่อไปว่าโจทก์ขายที่ดินพิพาทเป็นทางการค้าหรือหากำไร อันจะต้องเสียภาษีการค้าตามบัญชีอัตราภาษีการค้าประเภทการค้า 11แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้จากคำฟ้องคำให้การและที่โจทก์จำเลยแถลงรับกันว่า เดิมบริษัทค้าวัสดุก่อสร้าง จำกัดมีโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 99.87 ของทุนจดทะเบียนบริษัทค้าวัสดุก่อสร้าง จำกัด ประกอบกิจการซื้อสินค้าจำพวกผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการก่อสร้างต่าง ๆ เช่น ปูนซิเมนต์กระเบื้องมุงหลังคา

เหล็กเส้น ฯลฯ จากโจทก์และบริษัทผู้ผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างรายอื่นมาจัดจำหน่ายให้แก่ลูกค้าทั่วไป โดยมีสถานประกอบกิจการจัดจำหน่ายสินค้าอยู่ที่อาคารเลขที่ 1041, 1043และ 1045 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 6151, 7844, 9941รวม 4 โฉนด เป็นเนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน 1 ตารางวา ตั้งอยู่ตำบลสามเสนใน อำเภอพญาไท กรุงเทพมหานคร ต่อมาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2521 เป็นต้นไป บริษัทค้าวัสดุก่อสร้าง จำกัดได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจใหม่ จากการประกอบกิจการขายสินค้าในประเทศเป็นบริษัทการค้าระหว่างประเทศ (นำเข้าและส่งออก) และได้เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น "บริษัทค้าสากลซิเมนต์ไทย"จำกัด โดยโอนกิจการจัดจำหน่ายสินค้าภายในประเทศทั้งหมดให้โจทก์รวมทั้งได้โอนทรัพย์สินที่เป็นอาคารพร้อมที่ดินซึ่งใช้เป็นสถานประกอบกิจการดังกล่าวข้างต้นให้โจทก์เมื่อวันที่ 10มกราคม 2522 โดยตีราคาที่ดินรวม 3,404,100 บาท และอาคารราคา 10,222,472.88 บาท และเมื่อรวมกับราคาทรัพย์สินอื่นรวมรับโอนมาในราคา 62,217,272.29 บาท

เมื่อรับโอนกิจการพร้อมทั้งอาคารและที่ดินแล้ว โจทก์ได้ตั้งฝ่ายการตลาดเพื่อขายสินค้าให้แก่ลูกค้าในอาคารที่โจทก์ได้รับโอนมาจนกระทั่งต่อมาในปี 2526 โจทก์ได้ก่อสร้างอาคารสำนักงานใหญ่ที่บางซื่อจึงย้ายฝ่ายการตลาดจากที่ดินและอาคารดังกล่าวมารวมอยู่ที่อาคารสำนักงานบางซื่อและหมดความจำเป็นที่จะต้องใช้ที่ดินและอาคารเดิมต่อไป จึงได้เสนอขายที่ดินและอาคารต่อบุคคลทั่วไปและบริษัทโค้วยู่ฮะมอเตอร์ จำกัด เป็นผู้ซื้อไปในราคา 123,000 บาทเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2527 เห็นว่า แม้บริษัทโจทก์จะจัดตั้งขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประกอบกิจการค้าหรือหากำไรก็ตามแต่การค้าขายโดยปกติของโจทก์เป็นการค้าปูนซิเมนต์และวัสดุอุปกรณ์ต่าง

ๆ ในการก่อสร้าง มิใช่เป็นการค้าขายที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างโจทก์ซื้อที่ดินและอาคารมาโดยมีความมุ่งหมายเพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจการค้า ต่อมาเมื่อหมดความจำเป็นจึงขายไปและแม้จะขายได้ราคาสูงกว่าราคาที่ซื้อมาเป็นจำนวนมาก ก็เป็นไปตามปกติของราคาที่ดินและอาคารที่สูงขึ้นตามกาลเวลาของราคาตลาดหาใช่มีลักษณะเป็นทางการค้าหรือหากำไร จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ขายที่ดินและอาคารตามฟ้องไปเป็นทางการค้าหรือหากำไรโจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีการค้าตามบัญชีอัตราภาษีการค้าประเภทการค้า 11 แห่งประมวลรัษฎากรพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สันติ ทักราล · ยงยุทธ ธารีสาร · ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้