Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2385/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อปรากฏว่าบริษัทผู้จำหน่ายรถยนต์ต้องส่งบัญชีรับและจำหน่ายรถให้แก่นายทะเบียนกรุงเทพมหานครเมื่อได้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายหรือผลิตหรือประกอบรถขึ้นใหม่เพื่อจำหน่าย โดยต้องจัดส่งเอกสารประกอบหนังสือแจ้ง คือ บัญชีรับและจำหน่ายรถใบเสร็จรับเงินอากรขาเข้า ใบรับรองการนำเข้า สำเนาใบขนสินค้าขาเข้า บัญชีแสดงรายการสินค้าหรืออินวอยซ์ ทั้งต้องจัดส่งบัญชีรับและจำหน่ายรถของแต่ละเดือนให้นายทะเบียนกรุงเทพมหานครทราบ แสดงว่าหลักฐานต่างๆ ดังกล่าวมีอยู่ที่นายทะเบียนกรุงเทพมหานครครบถ้วนแล้ว เมื่อมีผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนรถใหม่จึงสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าหลักฐานของผู้ยื่นคำขอตรงกับที่บริษัทผู้จำหน่ายรถยนต์แจ้งมาหรือไม่ การที่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทุกขั้นตอนรวมทั้งจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายทะเบียนมิได้ตรวจสอบทั้งที่ปรากฏข้อพิรุธของเอกสารอย่างชัดเจน จึงถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ เมื่อมีการออกใบคู่มือจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 5 ทำให้โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อเอกสารดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ว่าเป็นเอกสารที่ออกโดยถูกต้องจึงตกลงซื้อรถยนต์คันพิพาท เมื่อมีการตรวจพบในภายหลังว่าเอกสารที่จำเลยที่ 5 นำไปยื่นต่อนายทะเบียนเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 2 จึงมีประกาศยกเลิกการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทและแจ้งให้โจทก์ที่ 2 ส่งใบคู่มือจดทะเบียนและแผ่นป้ายทะเบียนรถคืนแก่นายทะเบียน จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายไม่ได้ใช้รถยนต์คันพิพาททั้งที่ชำระเงินค่ารถไปครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในผลแห่งละเมิดที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยทั้งหกร่วมกันคืนเงินค่ารถยนต์จำนวน 1,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายที่ไม่ได้ใช้รถยนต์ ต้องเสียค่าเช่ารถเดือนละ 20,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง คำขออื่นให้ยก โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ชดใช้เงินค่ารถจำนวน 1,350,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสองเท่านั้น เท่ากับโจทก์ทั้งสองไม่ติดใจในส่วนของค่าเสียหายที่ต้องเสียค่าเช่ารถมาใช้แทนรถยนต์คันพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในความเสียหายส่วนนี้จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกอบ มาตรา 246 แม้ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยมาก็ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ โจทก์ทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมมือหรือรู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในการรับจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทโดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าเอกสารหลักฐานประกอบคำขอจดทะเบียนรถใหม่เป็นเอกสารปลอม ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย แต่โดยเหตุที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในมูลหนี้ละเมิดอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อ ส่วนจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองตามมูลหนี้สัญญาซื้อขาย แม้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจำนวนเดียวกันแต่ก็ไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ทั้งสองเต็มจำนวนได้ เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ในการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่าเป็นความประมาทเลินเล่อซึ่งมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือในหน่วยงานของรัฐ ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในเอกสารต่างๆที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย ทำให้ประชาชนได้รับความเสียหาย เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ในการกระทำและความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้วเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,410,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,350,000 บาท นับจากวันฟ้องและร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 มิถุนายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นของโจทก์ทั้งสองนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 รับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองที่ไม่ได้ใช้รถยนต์คันพิพาทที่ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนนับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปเป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามจำนวนที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีจำเลยที่ 1 ในชั้นอุทธรณ์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ทั้งสองร่วมกันซื้อรถยนต์คันพิพาทจากจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในราคา 1,350,000 บาท ได้จดทะเบียนโอนจากจำเลยที่ 5 เป็นชื่อโจทก์ที่ 2 ต่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ทั้งสองชำระเงินค่ารถให้แก่จำเลยที่ 4 และได้รับใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทตาม ต่อมาจำเลยที่ 2 ประกาศยกเลิกการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทและมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ที่ 2 ส่งมอบใบคู่มือจดทะเบียนและแผ่นป้ายทะเบียนรถคืนภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 เนื่องจากตรวจพบว่าเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ประกอบคำขอจดทะเบียนรถใหม่ที่จำเลยที่ 5 ยื่นต่อจำเลยที่ 3 เป็นเอกสารปลอม โดยจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 นำรถยนต์คันพิพาทที่ได้รับการจดทะเบียนโดยมิชอบไปหลอกลวงขายให้แก่โจทก์ทั้งสอง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในเบื้องแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ทั้งสองและนายรุ่งโรจน์ พยานโจทก์ว่า ก่อนที่จะทำการจดทะเบียนโอนรถยนต์คันพิพาทจากจำเลยที่ 5 เป็นชื่อโจทก์ที่ 2 นั้น โจทก์ที่ 1 ได้ตรวจดูใบคู่มือจดทะเบียน และได้ให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตรวจสอบเอกสารดังกล่าวแล้วได้รับคำยืนยันว่าเป็นเอกสารที่ถูกต้อง สามารถจดทะเบียนโอนกันได้โดยชอบ จึงได้ทำการจดทะเบียนโอนรถยนต์คันพิพาทกันและโจทก์ทั้งสองได้ชำระเงินค่ารถให้แก่จำเลยที่ 4 ไปครบถ้วนในวันจดทะเบียนโอนนั้นเอง แต่ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้ประกาศยกเลิกการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาท และมีหนังสือเรียกให้โจทก์ที่ 2 ส่งมอบใบคู่มือจดทะเบียนและแผ่นป้ายทะเบียนรถคืนเนื่องจากตรวจสอบพบว่าเอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนรถใหม่เป็นเอกสารปลอมซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ออกเอกสารของรถยนต์คันพิพาทมิได้ตรวจสอบเอกสารให้รอบคอบ จึงออกใบคู่มือจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 5 โดยประมาทเลินเล่อ

ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายเพราะได้ชำระราคารถยนต์คันพิพาทไปครบถ้วนแล้ว เมื่อถูกเพิกถอนการจดทะเบียนโจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจใช้รถยนต์คันพิพาทได้ ส่วนจำเลยที่ 3 เบิกความว่า จำเลยที่ 5 มอบอำนาจให้ นายวีระเดช เป็นผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนรถใหม่พร้อมเอกสารหลักฐานประกอบคำขอ จำเลยที่ 3 ได้ตรวจสอบหลักฐานต่าง ๆ ตามขั้นตอนแล้วเห็นว่ามีหลักฐานครบถ้วน และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอนได้ลงลายมือชื่อรับรองไว้ถูกต้อง จึงจดทะเบียนรถให้แก่จำเลยที่ 5 โดยจำเลยที่ 3 ไม่มีหน้าที่ตรวจสอบรายละเอียดของเอกสารต่าง ๆ ว่าถูกต้องหรือไม่เพราะในแต่ละวันต้องรับจดทะเบียนรถประมาณ 800 ราย ทำให้ไม่มีเวลาที่จะตรวจสอบความถูกต้องได้ ต่อมาเมื่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตรวจพบว่าเอกสารหลักฐานประกอบคำขอจดทะเบียนรถใหม่สำหรับรถยนต์คันพิพาทที่จำเลยที่ 5 ยื่นต่อจำเลยที่ 3 เป็นเอกสารปลอม

จำเลยที่ 2 จึงเพิกถอนการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาท เห็นว่า จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งนายทะเบียนซึ่งมีหน้าที่รับจดทะเบียนรถใหม่และรถย้ายเข้าจากต่างจังหวัด จำเลยที่ 3 จึงมีหน้าที่ต้องควบคุมดูแลและตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนรถในแต่ละขั้นตอนตามสายงานที่กำหนดไว้ให้เป็นไปโดยถูกต้องเรียบร้อยเพราะจำเลยที่ 3 มีหน้าที่ต้องลงนามในฐานะนายทะเบียน ไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้ จำเลยที่ 3 เบิกความว่ากรณีที่มีผู้นำรถใหม่มายื่นขอจดทะเบียน จะต้องใช้แบบคำขอจดทะเบียนของจำเลยที่ 1 ที่ได้จัดทำไว้พร้อมด้วยหลักฐานต่าง ๆ คือ หนังสือรับรองการส่งบัญชีและแจ้งจำหน่ายบัญชีรถ

หนังสือแจ้งจำหน่าย หลักฐานการได้มา เช่น ใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษี หลักฐานบัตรประจำตัวของเจ้าของรถ ผู้ยื่นคำขอต้องนำรถมาตรวจสภาพกับนายช่างของจำเลยที่ 1 ก่อน จากนั้นจึงไปขอออกทะเบียนรถที่ฝ่ายบริหารงานทั่วไปแล้วไปขอหมายเลขทะเบียนรถและใบรับรองหลักฐานการส่งบัญชีที่ฝ่ายควบคุมรถและเครื่องยนต์ จากนั้นให้ฝ่ายทะเบียนทำการตรวจสอบและคิดค่าภาษีให้ผู้ยื่นคำขอเสียภาษี เสร็จแล้วจึงดำเนินการจดทะเบียนให้ ศาลฎีกาตรวจดูเอกสารแบบคำขอจดทะเบียนรถใหม่ของรถยนต์คันพิพาทพร้อมด้วยเอกสารประกอบคำขอดังกล่าว เห็นว่า มีพิรุธหลายประการซึ่งสามารถเห็นได้โดยง่ายและสามารถตรวจสอบได้ทันที กล่าวคือ ตามแบบคำขอจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทได้มีการยื่นคำขอจดทะเบียนเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 แต่ตามหนังสือมอบอำนาจที่จำเลยที่ 5 มอบอำนาจให้

นายวีระเดชทำการจดทะเบียนรถใหม่กลับลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2540 ตามหนังสือแจ้งจำหน่ายและการรับรองหลักฐานการส่งบัญชีรับและจำหน่ายรถยนต์ ซึ่งระบุว่าเป็นของบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ระบุว่าบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ได้จำหน่ายรถยนต์คันพิพาทให้แก่จำเลยที่ 5 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2540 แต่ตามใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีกลับระบุว่าได้รับเงินจากจำเลยที่ 5 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2540 และตามเอกสารดังกล่าวยังระบุในหมายเหตุว่าได้ส่งบัญชีรับและจำหน่ายแล้วเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2540 ลำดับที่ 00009 ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ได้ส่งบัญชีรับและจำหน่ายรถยนต์คันพิพาทให้แก่นายทะเบียนกรุงเทพมหานครตามที่ระบุไว้ดังกล่าวแล้วจริงหรือไม่ ซึ่งข้อนี้จำเลยที่ 3 เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า ในการแจ้งขอออกทะเบียนรถใหม่ของรถยนต์คันพิพาท

เจ้าของเดิมแจ้งว่าซื้อมาจากบริษัทธนบุรีพาณิชย์ลิสซิ่งประกอบรถยนต์ จำกัด ซึ่งบริษัทดังกล่าวจะนำรถยนต์เข้ามากี่คันหรือจะประกอบรถยนต์ใหม่ได้กี่คันก็จะต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ และต้องมีการตัดยอดจำหน่ายบัญชีรถด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาจากเอกสาร ก็จะเห็นได้ว่าบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ต้องส่งบัญชีรับและจำหน่ายรถให้แก่นายทะเบียนกรุงเทพมหานครเมื่อได้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายหรือผลิตหรือประกอบรถขึ้นใหม่เพื่อจำหน่าย โดยต้องจัดส่งเอกสารประกอบหนังสือแจ้งคือ บัญชีรับและจำหน่ายรถ ใบเสร็จรับเงินอากรขาเข้า ใบรับรองการนำเข้า สำเนาใบขนสินค้าขาเข้า บัญชีแสดงรายการสินค้าหรืออินวอยซ์ ทั้งต้องจัดส่งบัญชีรับและจำหน่ายรถของแต่ละเดือนให้นายทะเบียนกรุงเทพมหานครทราบด้วย

แสดงว่าหลักฐานต่าง ๆ ดังกล่าวมีอยู่ที่นายทะเบียนกรุงเทพมหานครครบถ้วนแล้ว เมื่อมีผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนรถใหม่จึงสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าหลักฐานของผู้ยื่นคำขอตรงกับที่บริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด แจ้งมาหรือไม่ การที่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทุกขั้นตอนรวมทั้งจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายทะเบียนมิได้ตรวจสอบทั้งที่ปรากฏข้อพิรุธดังกล่าวอย่างชัดเจนจึงถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ เมื่อมีการออกใบคู่มือจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 5 ทำให้โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อเอกสารดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ว่าเป็นเอกสารที่ออกโดยถูกต้องจึงตกลงซื้อรถยนต์คันพิพาท เมื่อมีการตรวจพบในภายหลังว่าเอกสารที่จำเลยที่ 5 นำไปยื่นต่อนายทะเบียนเป็นเอกสารปลอม

จำเลยที่ 2 จึงมีประกาศยกเลิกการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทและแจ้งให้โจทก์ที่ 2 ส่งใบคู่มือจดทะเบียนและแผ่นป้ายทะเบียนรถคืนแก่นายทะเบียน จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายไม่ได้ใช้รถยนต์คันพิพาททั้งที่ชำระเงินค่ารถไปครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในผลแห่งละเมิดที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น แต่ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองที่ไม่ได้ใช้รถยนต์คันพิพาทเป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 12 เดือน

รวมเป็นเงิน 60,000 บาท นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยทั้งหกร่วมกันคืนเงินค่ารถยนต์จำนวน 1,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายที่ไม่ได้ใช้รถยนต์ ต้องเสียค่าเช่ารถเดือนละ 20,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 1,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง คำขออื่นให้ยก โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ชดใช้เงินค่ารถจำนวน 1,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสองเท่านั้น เท่ากับโจทก์ทั้งสองไม่ติดใจในส่วนของค่าเสียหายที่ต้องเสียค่าเช่ารถมาใช้แทนรถยนต์คันพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในความเสียหายส่วนนี้จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง

ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 แม้ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยมาก็ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมมือหรือรู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในการรับจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทโดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าเอกสารหลักฐานประกอบคำขอจดทะเบียนรถใหม่เป็นเอกสารปลอมตามพฤติการณ์เป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย แต่โดยเหตุที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในมูลหนี้ละเมิดอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อ ส่วนจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองตามมูลหนี้สัญญาซื้อขาย

แม้จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจำนวนเดียวกัน แต่ก็ไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ทั้งสองเต็มจำนวนได้ ส่วนจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดเพียงใดนั้น เป็นกรณีที่ศาลต้องวินิจฉัยให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ในการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่า เป็นความประมาทเลินเล่อซึ่งมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือในหน่วยงานของรัฐ ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นว่าเอกสารต่าง ๆ ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายนั้นมีข้อผิดพลาดหรือบกพร่องประการใดหรือไม่

อาจถูกสั่งเพิกถอนในภายหลังหรือไม่ และทำให้ประชาชนซึ่งทำนิติกรรมเพราะเชื่อถือต่อหลักฐานที่หน่วยงานของรัฐออกให้ได้รับความเสียหาย เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ในการกระทำและความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ทั้งสองเป็นจำนวนหนึ่งในสามของราคารถยนต์คันพิพาท คิดเป็นจำนวนเงิน 450,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 มิถุนายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ไม่ชำระ ให้บังคับเอาจากจำเลยที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในชั้นฎีกาต่อจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิเชียร มงคล · สนอง เล่าศรีวรกต · สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายจุฬา อินอิว
ศาลอุทธรณ์ - นายพลภักดี สิริทิพากร
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.190/2549
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ7884/2541
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ6858/2544
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้