Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2383/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เจ้าพนักงานประเมินได้ขออนุมัติจำเลยที่ 1 กำหนดเงินได้สุทธิของโจทก์เพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตาม ป. รัษฎากร มาตรา 49ดังนี้หากเงินจำนวนใดโจทก์นำสืบได้ว่า ได้จ่ายชำระหนี้ไปก็ถือไม่ได้ว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นในปีนั้น จึงต้องนำไปหักออกจากจำนวนเงินที่กำหนดเป็นเงินได้สุทธิของโจทก์.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 49

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 49กำหนดเงินได้สุทธิของโจทก์ปี 2521 เป็นเงิน 15,215,537.29 บาทและปี 2522 เป็นเงิน 17,339,530 บาท แล้วประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเรียกเก็บจากโจทก์ปี 2521 เป็นเงิน 10,581,535.07 บาทปี 2522 เป็นเงิน 12,106,266.23 บาท โจทก์เห็นว่าการประเมินเรียกเก็บของจำเลยไม่ถูกต้องจึงได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์โจทก์ไม่มีทรัพย์สินสุทธิเพิ่มตามที่จำเลยประเมิน การประเมินไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จำเลยทั้งห้าให้การว่า การประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการอุทธรณ์ชอบแล้ว

ขอให้ยกฟ้องโจทก์ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบมานั้นได้ความในเบื้องต้นว่าในปี พ.ศ. 2521 และ 2522นั้นมีหลักฐานว่าโจทก์มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นจำนวน 15,235,537.29 บาทและ 17,359,530.12 บาท ตามลำดับคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ในปี พ.ศ. 2521 และ 2522 นั้น โจทก์มีหนี้สินอยู่หรือไม่ จำนวนเท่าในด และเมื่อนำหนี้สินที่มีอยู่ในแต่ละปีมาหักแล้วจะเหลือทรัพย์สินสุทธิของโจทก์ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีที่จะต้องนำมาคำนวณภาษีเป็นจำนวนเท่าใดพิเคราะห์แล้วสมควรวินิจฉัยในแต่ละปีแยกกันไป สำหรับในปีพ.ศ. 2521 นั้น โจทก์เบิกความว่า

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2521โจทก์เป็นลูกหนี้ธนาคารเอเชีย จำกัด ตามสัญญาจำนองเอกสารหมายจ.ล.2 แผ่นที่ 96 จำนวน 7,200,000 บาท ตามสัญญาจำนองเอกสารหมายจ.16 จำนวน 37,000,000 บาท ในวันที่ 27 ธันวาคม 2521เป็นลูกหนี้ตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.ล.2 แผ่นที่ 97 จำนวน15,400,000 บาท ซึ่งถ้ารวมจำนวนหนี้ดังกล่าวของโจทก์ที่มีขึ้นในปี พ.ศ. 2521 มาหักกลบกับทรัยพ์สินของโจทก์ที่เพิ่มขึ้นในปีดังกล่าวจำนวน 15,215,537.29 บาท แล้วโจทก์จะไม่มีทรัพย์สินสุทธิที่เพิ่มขึ้นเลยนอกจากที่โจทก์อ้างว่าเป็นหนี้ธนาคารเอเชีย จำกัดตามที่กล่าวแล้วตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่า ในปี พ.ศ. 2521นี้ โจทก์ยังเป็นลูกหนี้บุคคลอื่นอีก ได้พิจารณาสัญญาจำนองตามเอกสารหมาย

จ.16 และ จ.ล.2 แผ่นที่ 96 และ 97 แล้ว ตามเอกสารดังกล่าวนั้นปรากฏให้เห็นเพียงว่าโจทก์เป็นผู้จำนองประกันหนี้ลูกหนี้ของธนาคารเอเชีย จำกัด ผู้รับจำนองเท่านั้น มิใช่หลักฐานที่แสดงให้เห็นเป็นการแน่นอนว่าโจทก์เป็นลูกหนี้ของธนาคารดังกล่าวและถึงแม้ว่าในเอกสารดังกล่าวจะมีข้อความระบุไว้ในทำนองเดียวกันทั้ง 3 ฉบับว่า ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดิน...เพื่อประกันหนี้ทุกประเภทของผู้จำนอง (หมายถึงโจทก์) และหรือนิติบุคคลอื่นและบุคคลอื่นรวม 7 รายการ ก็มิได้หมายความว่า โจทก์จะเป็นหนี้ผู้รับจำนองในวันที่จดทะเบียนจำนองหรือในภายหลัง แต่อยู่ในปี พ.ศ. 2521ซึ่งถ้ามีจำนวนที่โจทก์เป็นลูกหนี้ธนาคารเอเชีย จำกัด ในปีดังกล่าวจริงโจทก์ก็สามารถที่แสดงหลักฐานบัญชีที่ธนาคารเจ้าหนี้มีอยู่ได้ แต่โจทก์ก็หาได้นำสืบแสดงหลักฐานดังกล่าวให้เห็นไม่คงเบิกความอ้างขึ้นมาลอย

ๆ ว่าเป็นหนี้ตามจำนวนที่ปรากฏในสัญญาจำนอง ยิ่งกว่านั้นยังได้ความตามคำเบิกความของนางกัลชลีนิมมานเหมินท์ เจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยว่า ในชั้นพิจารณาอุทธรณ์เจ้าหน้าที่ได้มีหนังสือสอบถามไปยังธนาคารผู้รับจำนองทางธนาคารผู้รับจำนองตอบมาว่าไม่มีหนี้สินส่วนตัวของผู้รับจำนองอันหมายถึงโจทก์ ทั้งตามหนังสือของธนาคารเอเชีย จำกัด ผู้รับจำนองเอกสารหมาย จ.ล.2 แผ่นที่ 23 ก็มีความระบุว่า หนี้สินอันเกิดจากการจำนองที่ดินตามสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันนั้น หนี้สินส่วนตัวของนายสุวิทย์ คัณธามานนท์ไม่มีอยู่กับธนาคารคงมีแต่หนี้สินอันเกิดจากการที่นายสุวิทย์ คัณธามานนท์ ค้ำประกันหนี้ของบุคคลอื่นเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าในปี พ.ศ. 2521นั้น โจทก์เป็นหนี้ธนาคารเอเชีย จำกัด ตามที่โจทก์อ้าง ดังนั้นข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของโจทก์ในปี พ.ศ. 2521 ไม่ชอบเพราะไม่นำหนี้สินของโจทก์มาหักก่อนนั้นจึงฟังไม่ขึ้นส่วนปี พ.ศ. 2522 นั้น

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์สรุปความได้ว่าเจ้าพนักงานประเมินคำนวณทรัพย์สินสุทธิของโจทก์ไม่ถูกต้อง 3 ประการ คือประการแรกเจ้าพนักงานไม่นำหนี้สินของโจทก์ที่มีอยู่ในปีพ.ศ. 2521 ตามเอกสารหมาย จ.16 จำนวน 37,000,000 บาท มาหักจากทรัพย์สินที่เพิ่ม ข้อนี้นั้นได้วินิจฉัยไว้ในตอนต้นแล้วว่าตามสัญญาจำนองหมาย จ.16 นั้น ฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นลูกหนี้ธนาคารเอเชีย จำกัด ผู้รับจำนอง จึงไม่มีหนี้ที่จะนำมาหักทอนจากทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นประการที่สองนั้นโจทก์อ้างว่า เจ้าพนักงานประเมินนำหนี้ที่โจทก์เป็นลูกหนี้เบิกเงินเกินบัญชีธนาคารทหารไทย จำกัด จำนวน29,419,373.30 บาท มาหักทอนจากจำนวนทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นไม่ครบถ้วนนำมาหักเพียง 21 ล้านบาทเศษ

เท่านั้นเป็นการไม่ถูกต้องข้อนี้ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.ล.3 แผ่นที่ 6 ว่า รายการหนี้สินของโจทก์ที่นำมาหักจากทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นนั้น มีจำนวน29,419,373.30 บาท ซึ่งเป็นจำนวนตรงกับที่โจทก์เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารทหารไทย จำกัดตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีหมาย จ.7 แผ่นที่ 30 และการ์ดบัญชีที่แสดงยอดเงินที่เบิกไปตามเอกสารหมาย จ.ล.2 แผ่นที่ 40 แสดงว่าได้มีการหักจำนวนหนี้สินของโจทก์ในส่วนนี้ไปครบถ้วนแล้ว ซึ่งยอดเงินจำนวนที่หักในส่วนนี้นั้นเจ้าพนักงานเชื่อว่าโจทก์นำไปจ่ายเป็นค่าซื้อที่ดิน ส่วนที่โจทก์อ้างมาในอุทธรณ์ส่วนนี้อีกว่า โจทก์ยังมีหนี้เกี่ยวกับการซื้อที่ดินตามเอกสารหมาย จ.ล.2 แผ่นที่ 63 และ 64 อีก 9,600,000 บาท จึงต้องนำรวมเป็นรายการเกี่ยวกับหนี้และต้องนำมาหักจากทรัพย์สินที่เพิ่มนั้นตามเอกสารหมาย

จ.ล.2 แผ่นที่ 63, 64 มีความให้เห็นชัดเจนว่าได้มีการชำระราคากันครบถ้วนแล้ว จึงไม่มีหนี้สินจำนวนนี้อยู่อีกที่โจทก์นำสืบว่า เงินจำนวนนี้โจทก์ต้องชำระหนี้ให้นายเฉิน อีเหลียง ชาวไต้หวัน นั้นก็คงมีแต่คามเบิกความของโจทก์เบิกความลอย ๆ ไม่มีทั้งรายละเอียดและหลักฐานที่ทำให้พอมองเห็นได้ว่าจะมีหนี้สินกันจริง ทั้ง ๆ ที่จำนวนเงินที่อ้างว่าเป็นหนี้ก็มีจำนวนมิใช้น้อย และตามคำเบิกความของนายวัฒนศักดิ์ สนิทวงศ์ ณอยุธยา กรรมการบริษัทสินพรชัย จำกัด ซึ่งเป็นผู้ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งสองแปลงให้โจทก์ก็มิได้กล่าวถึงเลยว่าในการชำระราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นมีนายเฉิน อี เหลียง ชาวไต้หวันได้มาเกี่ยวข้องด้วยถ้ามีนายเฉิน

อี เหลียง เข้ามาร่วมทุนจริงตามที่โจทก์เบิกความ โจทก์ก็น่าจะถามถึงข้อเท็จจริงส่วนนี้จากนายวิฒนศักดิ์ให้ปรากฏไว้ ทำให้เห็นว่าข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าเป็นหนี้นายเฉิน อี เหลียง จำนวน 9,600,000 บาท นั้น เป็นการกล่าวอ้างในลักษณะที่ไม่มีใครสามารถจะทราบความจริงได้ ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานประเมินไม่เชื่อว่าโจทก์จะมีหนี้สินจำนวนนี้ และไม่นำมาหักจากยอดทรัพย์สินของโจทก์ที่เพิ่มขึ้นนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่ามีเหตุผลที่รับฟังได้ประการที่สามนั้นโจทก์อุทธรณ์ว่า ที่นำเงินจำนวน 8,666,060.40บาท มารวมเข้ามาเป็นทรัพย์สินของโจทก์ที่เพิ่มขึ้นเป็นการไม่ชอบนั้น เกี่ยวกับจำนวนเงินในส่วนนี้ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์เองว่า โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทไทยผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษ จำกัดเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2522 จำนวน 4,000,000 บาท เมื่อวันที่7 มิถุนายน 2522 จำนวน 3,000,000 บาท เพื่อเป็นเงินลงทุนในบริษัทดังกล่าว เมื่อเป็นเงินที่โจทก์นำไปลงทุนก็ต้องถือว่าโจทก์มีทรัพย์สินอยู่เท่าจำนวนเงินที่ลงทุนไปในปี พ.ศ. 2522 โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า ในปี พ.ศ. 2522 นั้น บริษัทที่โจทก์นำเงินไปลงทุนนั้นกิจการขาดทุนจนส่วนที่โจทก์ลงทุนไปนั้นไม่มีมูลค่าเหลืออยู่หรือเหลืออยู่น้อยกว่าเดิมที่ลงทุนไปเท่าใด จึงต้องถือเอาว่าในปีนั้นมูลค่าในเงินลงทุนของโจทก์มีอยู่เท่าเดิม

ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานประเมินนำยอดเงินจำนวน 7,000,000 บาท มารวมเป็นทรัพย์สินที่เพิ่มของโจทก์ในปี พ.ศ. 2522 จึงเป็นการชอบแล้วส่วนที่โจทก์เบิกความว่า บริษัทไทยผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระดาษจำกัด ถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อปี พ.ศ. 2529 นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังจากปีที่โจทก์นำเงินไปลงทุนเป็นเวลาหลายปี จึงไม่อาจนำเอาข้อเท็จจริงส่วนนี้มาพิจารณาว่าในปีพ.ศ. 2522 ที่โจทก์นำเงินไปลงทุนนั้น บริษัทที่โจทก์นำเงินไปลงทุนกิจการและทรัพย์สินไม่มีพอที่จะถือว่าทุนของโจทก์จะหมดไป เพราะในลักษณะของการที่จะลงทุนในกิจการใดนั้น ผู้ลงทุนก็ต้องเล็งเห็นว่าขณะที่ตนลงทุนไปนั้นกิจการต้องไปได้ดี และสำหรับกรณีของโจทก์ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจหลายประการ

อันถือได้ว่าเป็นผู้ที่รู้และเข้าใจในเหตุการณ์ของธุรกิจเป็นอย่างดีคงไม่มีทางที่จะนำเงินไปลงทุนในขณะที่กิจการของบริษัทที่ตนจะลงทุนนั้นกำลังทรุดโทรม จึงต้องถือว่าในปีพ.ศ. 2522 โจทก์มีเงินทุนที่ลงไปในบริษัทดังกล่าวไม่น้อยกว่าจำนวนที่โจทก์ลงไป สำหรับเงินอีกส่วนหนึ่งจำนวน 1,666,060.40 บาทนั้น โจทก์เบิกความว่า ได้สั่งจ่ายให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด เป็นการชำระหนี้และปรากฏตามเช็คของธนาคารทหารไทย จำกัด ฉบับสุดท้ายในเอกสารหมาย จ.7 แผ่นที่ 91 นั้น ก็จ่ายให้แก่ธนาคารกรุงเทพจำกัด จริงเมื่อพิจารณาถึงว่าเช็คฉบับนี้โจทก์จ่ายจากบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารทหารไทย จำกัด ที่โจทก์ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไว้ให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด เป็นผู้รับเงินนั้นเห็ได้ว่าคงมิใช่เป็นการที่นำเงินเข้าไปฝากในบัญชี

เพราะไม่มีเหตุผลที่โจทก์จะต้องทำเช่นนั้น เนื่องจากการได้ผลประโยชน์จากดอกเบี้ยในการฝากเงินกับธนาคารนั้นจะมีน้อยกว่าดอกเบี้ยที่จะตัองเสียให้กับธนาคารในการกู้เงินเกินบัญชี ทั้งข้อนี้จำเลยก็มิได้สืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น กรณีจึงเป็นที่เชื่อได้ตามคำเบิกความของโจทก์ว่า เป็นการจ่ายเพื่อชำระหนี้เมื่อฟังได้ว่าโจทก์จ่ายเงินจำนวนนี้ไปเพื่อชำระหนี้แล้วก็ถือไม่ได้ว่า เงินจำนวนนี้เป็นทรัพย์สินของโจทก์ที่เพิ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2522 ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานประเมินนำเอายอดเงินจำนวน 1,666,060.40 บาท กลับเข้าไปบวกเพิ่มเป็นทรัพย์สินสุทธิของโจทก์ที่เพิ่มในปี พ.ศ. 2522 และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ส่วนนี้ด้วยจึงเป็นการไม่ถูกต้อง ชอบที่จะต้องเพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของโจทก์ในปี พ.ศ. 2522 บางส่วน ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั่งหมดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับยอดเงินจำนวน 1,666,060.40 บาท นั้นฟังขึ้น นอกนั้นฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของโจทก์ในปี พ.ศ. 2522 นั้น ให้นำเงินจำนวน 1,666,060.40 บาทไปหักออกจากจำนวนทรัพย์สินที่เพิ่มของโจทก์จำนวน 17,359,530.12 บาทก่อนแล้วคำนวณเงินค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มจากยอดที่เหลือ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุดม เฟื่องฟุ้ง · สวิน อักขรายุธ · ก้าน อันนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5450/2561

โจทก์ขายที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2548 ซึ่งขณะนั้นมีประกาศกรุงเทพมหานครฯ แก้ไขบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินพิพาทว่ามีราคาประเมินตารางวาละ 45,000 บาท ดังนั้น ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8308/2557

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๑๖ บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมินได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังย่อมมีอำนาจกำหนดท้องที่รับผิดชอบแก่เจ้าพนักงานที่ได้รับการแต่งตั้งด้วยได้เ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3617/2554

แม้หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ จะจัดให้มีเหตุผลของการประเมินไว้เพียงว่า โจทก์มีรายรับจากการขายที่ดินพิพาท โดยมิได้มีการยื่นแบบและชำระภาษีไว้ เจ้าพนักงานจึงประเมินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ เงิน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6860/2553

เจ้าพนักงานประเมินได้หลักฐานว่าโจทก์มีเงินได้พึงประเมินเป็นเงินเดือนและค่าน้ำมันรถยนต์ที่ได้รับจากห้าง ส. ซึ่งเป็นนายจ้าง เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) แห่ง ป.รัษฎากร และนำเงินฝากเข้าบัญชีโจทก์ซึ่งโจทก์ไ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2513/2541

โจทก์ซื้อที่ดินมาดำเนินการแบ่งแยกโฉนดเป็น 9 โฉนด แล้วปลูกสร้างตึกแถวบนที่ดินที่แบ่งแยก จากนั้นทยอยขายไปจนหมด เช่นนี้เป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าโจทก์ซื้อที่ดินมาเพื่อมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร เข้าลักษณะเป็…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้