Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2379/2523

พ.ศ. 2523 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พ. ได้รับทุนซึ่งองค์การอนามัยโลกมอบให้รัฐบาลไทยเพื่อไปศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ จึงถือว่า พ. ได้รับทุนนี้จากรัฐบาลไทยโดยปริยาย เมื่อ พ.ประพฤติผิดสัญญาด.ย่อมต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน. โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยผู้เป็นผู้จัดการมรดกและทายาทของ ด. ได้. แม้ทุนประเภทนี้องค์การอนามัยโลกต้องการให้เปล่าไม่ต้องการเรียกคืนไม่ว่าในกรณีใด ก็ไม่กระทบกระเทือนถึงความผูกพันตามสัญญาระหว่างโจทก์ผู้ขอทุนกับ พ. ผู้ได้ไปศึกษาต่อด้วยทุนซึ่งองค์การอนามัยโลกมอบให้แก่รัฐบาลไทยนั้นสัญญาระหว่างโจทก์กับ พ.มิได้ระบุระยะเวลาที่พ.ได้รับอนุมัติไปศึกษาต่อ และสัญญาค้ำประกันที่ ด. ให้ไว้แก่โจทก์ก็มิได้ระบุเวลาที่ พ. ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาต่อเช่นกัน ฉะนั้น การที่ พ. ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาเป็นเวลา 2 ปี ครบแล้วได้ขอศึกษาต่ออีก 1ปี มหาวิทยาลัยโจทก์ทำเรื่องราวขออนุมัติไปตามลำดับจึงได้อนุมัติให้ พ. ศึกษาต่ออีก 1 ปี แม้จะเป็นภาระหนักขึ้นแก่ผู้ค้ำประกันด้วย แต่ก็ไม่เป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงในสัญญา ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี และเป็นคนละเรื่องกับการที่เจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันไม่หลุดพ้นจากความรับผิดเมื่อปรากฏว่าลูกหนี้คือ พ.มิได้อยู่ในราชอาณาเขตโจทก์ย่อมฟ้องจำเลยผู้เป็นทายาทของผู้ค้ำประกันได้เลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 688 เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยตามสิทธิของโจทก์ก็ไม่อาจถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และเมื่อ พ. ลูกหนี้ของโจทก์ผิดนัดแล้วโจทก์ก็ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกและทายาทผู้ค้ำประกันได้ โดยไม่ต้องทวงถามจำเลยก่อนแม้ในชั้นอุทธรณ์จำเลยจะมิได้ยกเรื่องขอลดเบี้ยปรับขึ้นว่ามาด้วย เพิ่งมายกขึ้นในชั้นฎีกา แต่เรื่องเบี้ยปรับนี้ถ้าศาลเห็นว่าสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้อยู่แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 383 ศาลฎีกาจึงมีอำนาจวินิจฉัยปัญหานี้ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล เป็นส่วนราชการในทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐนางสาวพะเยาว์ ฉายระบิล เป็นข้าราชการในสังกัดโจทก์ ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ ด้วยทุนขององค์การอนามัยโลก เป็นทุนประเภท 1 ข.ต่อมาได้เดินทางกลับมาประเทศไทยเข้ารับราชการในสังกัดเดิม แล้วได้ละทิ้งหน้าที่โจทก์จึงมีคำสั่งไล่นางสาวพะเยาว์ออกจากราชการ ระหว่างไปศึกษาต่อต่างประเทศนางสาวพะเยาว์ได้รับเงินเดือนจากโจทก์ 54,600 บาท และเงินทุนจากองค์การอนามัยโลก 504,686.40 บาท นางสาวพะเยาว์ได้ทำสัญญาไว้กับโจทก์ว่าถ้าไม่กลับมารับราชการด้วยเหตุใด ๆ จะชดใช้คืนเงินทุนหรือเงินเดือนรวมเงินเพิ่มหรือเงินอื่นใดทั้งสิ้นแก่โจทก์ นายดิเรก มาลากรได้ทำสัญญาค้ำประกัน

เมื่อนางสาวพะเยาว์ถูกไล่ออกจากราชการ ถือว่าผิดสัญญา จึงต้องชดใช้เงินเดือนรวมทั้งเงินทุน พร้อมเบี้ยปรับแก่โจทก์รวม653,263.18 บาท นายดิเรกผู้ค้ำประกันได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว จำเลยที่ 1 เป็นภริยาและผู้จัดการมรดกของนายดิเรกจำเลยที่ 2, 3 และที่ 4 เป็นบุตรและทายาทของนายดิเรก จึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้ง 4 ร่วมกันใช้เงิน 653,263.18 บาทแก่โจทก์จำเลยให้การว่า นางสาวพะเยาว์เป็นข้าราชการของโจทก์ได้รับทุนขององค์การอนามัยโลกไปศึกษาต่อและนายดิเรกค้ำประกันจริง แต่จำเลยทั้ง 4 ไม่ต้องรับผิดตามฟ้องเพราะ (1) นางสาวพะเยาว์กลับมารับราชการใช้ทุนแต่เป็นความผิดของโจทก์เองที่ไล่นางสาวพะเยาว์ออก (2)

นางสาวพะเยาว์เป็นข้าราชการมีสิทธิรับเงินเดือนเป็นการตอบแทนในการปฏิบัติหน้าที่ราชการจึงไม่ต้องส่งเงินเดือนที่รับมาแล้วคืน และโจทก์ไม่มีสิทธิปรับทั้งเบี้ยปรับสูงเกินไป (3) เงินทุนนั้นนางสาวพะเยาว์ได้รับโดยตรงจากองค์การอนามัยโลก ซึ่งมิได้ประสงค์จะให้ผู้รับทุนต้องชดใช้คืน โจทก์ชอบที่จะฟ้องนางสาวพะเยาว์ซึ่งมีอยู่แน่นอนและมีทรัพย์พอที่จะชำระหนี้ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะมิได้ฟ้องภายใน 1 ปีนับจากนายดิเรกถึงแก่กรรม จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิใช่ผู้จัดการมรดกไม่ต้องรับผิด ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดเพราะนายดิเรกมีหนี้มากกว่าทรัพย์มรดก โจทก์ผ่อนเวลาให้แก่นางสาวพะเยาว์ผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นทั้งผู้ค้ำประกันและทายาทไม่เคยได้รับคำบอกกล่าวให้ชำระหนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดใช้เงิน 653,263.18 บาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสี่ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ประเด็นที่ 1 จำเลยฎีกาว่า เงินทุนที่องค์การอนามัยโลกให้แก่นางสาวพะเยาว์ให้ไปศึกษาต่อนี้เป็นทุนประเภทให้เปล่า ไม่ต้องการเรียกคืนไม่ว่าในกรณีใด ได้จ่ายโดยตรงให้แก่นางสาวพะเยาว์โดยไม่ได้ผ่านโจทก์โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของเงิน ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลย ได้พิเคราะห์แล้วปรากฏว่าเกี่ยวกับข้อนี้โจทก์มีพยานบุคคลหลายปากประกอบกับพยานเอกสารได้แก่นายแพทย์โกมลรองปลัดกระทรวงรักษาการในหน้าที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขในระหว่าง พ.ศ. 2512 ถึง พ.ศ. 2513 แล้วเป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่เดือนตุลาคม 2513 จนถึง พ.ศ. 2517 กับมีเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยโจทก์อีก 4 ปากคือ ศาลสตราจารย์แถบอธิบการบดีระหว่าง พ.ศ. 2512 ถึง พ.ศ. 2514นางศศิธรประจำแผนกสารบรรณ

สำนักงานเลขาธิการ นายอุดรหัวหน้ากองกลางซึ่งต่อมาเป็นผู้อำนวยการกองกลาง และนางนพรัตน์หัวหน้าแผนกวิชาพยาบาลศึกษา คณะครุศาสตร์ ได้ความว่าในแผนกวิชาพยาบาลศึกษาคณะครุศาสตร์ ขาดแคลนอาจารย์ผู้สอนวิชาพยาบาลจิตเวช คณบดี คณะครุศาสตร์ในขณะนั้นจึงทำเรื่องราวถึงสำนักงานเลขาธิการ ให้ขอทุนไปยังองค์การอนามัยโลกโดยผ่านทางกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้นางสาวพะเยาว์ไปศึกษาวิชาพยาบาลจิตเวชในชั้นปริญญาโท ณ ประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อกลับมาเป็นอาจารย์ในคณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยโจทก์ต่อไป ซึ่งการให้ทุนนี้ องค์การอนามัยโลกจะติดต่อเฉพาะกับรัฐบาลเท่านั้นและคณะรัฐมนตรีได้มีมติไว้ว่าให้หน่วยงานต่าง ๆ ขอผ่านทางกระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัยโจทก์ได้เสนอขอทุนผ่านไปทางกระทรวงสาธารณสุข

กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาแล้วอนุมัติให้ขอไปยังองค์การอนามัยโลก องค์การอนามัยโลกอนุมัติให้ทุนมา ซึ่งเมื่อองค์การอนามัยโลกให้ทุนแก่กรมหรือกระทรวงใดแล้วถือว่าเป็นทุนของกรม (เช่นมหาวิทยาลัยโจทก์) หรือกระทรวงนั้น ๆ ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าทุนซึ่งนางสาวพะเยาว์ได้รับไปนั้นเป็นทุนซึ่งองค์การอนามัยโลกมอบให้รัฐบาลไทยเพื่อส่งนางสาวพะเยาว์ไปศึกษา ณ ต่างประเทศ นางสาวพะเยาว์จึงมีหน้าที่ต้องทำสัญญาตามระเบียบที่ทางราชการได้กำหนดไว้ในอันที่จะต้องชดใช้ทุน เมื่อนางสาวพะเยาว์ประพฤติผิดสัญญานายดิเรกย่อมต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยผู้เป็นผู้จัดการมรดกและทายาทของนายดิเรกได้ แม้ทุนประเภทนี้องค์การอนามัยโลกต้องการให้เปล่าไม่ต้องการเรียกคืนไม่ว่ากรณีใด

ๆ ก็ไม่กระทบกระเทือนถึงความผูกพันตามสัญญาระหว่างโจทก์ผู้ขอทุนมากับนางสาวพะเยาว์ผู้ได้ไปศึกษาต่อด้วยทุนซึ่งองค์การอนามัยโลกมอบให้แก่รัฐบาลไทยนั้น ทุนซึ่งองค์การอนามัยโลกให้มานี้แม้องค์การอนามัยโลกจะจ่ายแก่นางสาวพะเยาว์โดยตรงโดยไม่ผ่านโจทก์ก็ไม่สำคัญ เพราะการที่องค์การอนามัยโลกจ่ายเงินทุนให้แก่นางสาวพะเยาว์ก็เพราะนางสาวพะเยาว์เป็นข้าราชการซึ่งทางราชการกำหนดให้เป็นผู้รับทุน และถ้าทางราชการไม่ติดต่อขอทุนให้ องค์การอนามัยโลกย่อมจะมิได้ให้ทุนแก่นางสาวพะเยาว์เป็นการส่วนตัว ที่จำเลยอ้างว่าตามสัญญาหมาย จ.12 ข้อ 4 มีความว่า "ข้าพเจ้าจะชดใช้คืนให้แก่ผู้รับสัญญาซึ่งทุนและหรือเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่มและหรือเงินอื่นใดทั้งสิ้นที่ข้าพเจ้าได้รับจากทางราชการในระหว่างที่ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษา" แต่ทุนที่นางสาวพะเยาว์ได้รับไปนั้นมิใช่เงินทุนของทางราชการนั้น

เมื่อได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า ทุนนี้เป็นทุนซึ่งองค์การอนามัยโลกมอบให้รัฐบาลไทย เพื่อส่งนางสาวพะเยาว์ไปศึกษาต่อ ณต่างประเทศ จึงต้องถือว่านางสาวพะเยาว์ได้รับทุนนี้จากรัฐบาลไทยโดยปริยาย ที่จำเลยขอให้คำนึงถึงว่า หากจำเลยต้องคืนทุนนี้ให้แก่ทางราชการและทางราชการส่งคืนองค์การอนามัยโลก ก็มิได้หมายความว่าองค์การอนามัยโลกจะนำเงินจำนวนนี้มาให้แก่คนไทยอีกอาจให้แก่คนชาติอื่นก็ได้นั้น โจทก์ก็มิได้แสดงไว้ ณ ที่ใดเลยว่าเมื่อเรียกร้องเอาแก่จำเลยได้แล้วจะส่งเงินทุนนี้คืนให้องค์การอนามัยโลกประเด็นที่ 2 จำเลยฎีกาว่า ในขณะทำสัญญาหมาย จ.13 ค้ำประกันความรับผิดที่นางสาวพะเยาว์มีต่อโจทก์ตามสัญญาหมาย จ.12 นั้นนายดิเรกผู้ค้ำประกันได้ตกลงกับโจทก์หรือเป็นที่เข้าใจกันกับโจทก์ว่าค้ำประกันความรับผิดสำหรับระยะเวลาที่นางสาวพะเยาว์จะไปศึกษาต่อ

ณ ประเทศสหรัฐอเมริกาเพียง 2 ปีเท่านั้น เมื่อต่อมาโจทก์ได้ขยายเวลาให้นางสาวพะเยาว์ศึกษาต่อได้อีก 1 ปี ทำให้เป็นภาระหนี้ขึ้นแก่นายดิเรกผู้ค้ำประกันโดยมิได้แจ้งให้นายดิเรกทราบเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และเป็นการผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้โดยผู้ค้ำประกันมิได้ตกลงด้วย นายดิเรกจึงพ้นความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย ได้พิเคราะห์แล้ว ปรากฏว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับนางสาวพะเยาว์ตามเอกสารหมาย จ.12 ซึ่งเรียกว่า สัญญาของข้าราชการที่ไปศึกษาหรือฝึกอบรม ณ ต่างประเทศ นั้นมิได้ระบุระยะเวลาที่นางสาวพะเยาว์ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษา ณ ต่างประเทศไว้ และสัญญาค้ำประกันหมาย

จ.13 ซึ่งนายดิเรกทำไว้แก่โจทก์ก็กล่าวไว้ในข้อ 1 ว่า "ตามที่นางสาวพะเยาว์ ฉายระบิล ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาหรือฝึกอบรม ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้ทำสัญญาไว้ต่อจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 17 เดือนกันยายน พ.ศ. 2513 นั้น ข้าพเจ้าทราบและเข้าใจข้อความในสัญญาดังกล่าวดีแล้ว จึงขอทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่อจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า ถ้านางสาวพะเยาว์ ฉายระบิล ผิดสัญญาดังกล่าวด้วยประการใด ๆ ก็ดีข้าพเจ้ายินยอมชำระหนี้ให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามความรับผิดชอบของนางสาวพะเยาว์ ฉายระบิล ตามสัญญาดังกล่าวทั้งสิ้นทุกประการ"ตามสัญญาหมาย จ.13 นี้ก็มิได้ระบุระยะเวลาที่นางสาวพะเยาว์ ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาเป็นเวลา 2 ปี

ครบ 2 ปีแล้วได้ขอศึกษาต่ออีก 1 ปีมหาวิทยาลัยโจทก์ทำเรื่องราวขออนุมัติไปตามลำดับ ซึ่งองค์การอนามัยโลกก็ยอมอนุมัติด้วย โจทก์จึงอนุมัติให้นางสาวพะเยาว์ศึกษาต่อได้อีก 1 ปีนั้น แม้จะเป็นภาระหนักขึ้น แก่ผู้ค้ำประกันด้วย แต่ก็ไม่เป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงในสัญญา ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีดังที่จำเลยอ้าง และเป็นคนละเรื่องกับการที่เจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ นายดิเรกผู้ค้ำประกันไม่หลุดพ้นจากความรับผิด จำเลยจึงยังต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วยประเด็นที่ 3 จำเลยฎีกาว่า โจทก์ควรฟ้องนางสาวพะเยาว์ผู้เป็นต้นเหตุก่อนไม่ควรมาฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเพียงทายาทของผู้ค้ำประกัน แม้นางสาวพะเยาว์ไม่มีตัวอยู่ในประเทศ แต่โจทก์ก็มีวิธีการที่จะฟ้องโดยทางอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้

เพราะนางสาวพะเยาว์มีที่อยู่แน่นอนในต่างประเทศ ซึ่งโจทก์เองก็ทราบที่อยู่อยู่แล้ว และทราบด้วยว่านางสาวพะเยาว์มีรายได้เป็นจำนวนมากในต่างประเทศ การบังคับคดีให้นางสาวพะเยาว์ชำระหนี้ก็ไม่เป็นการยาก ที่โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสี่เช่นนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อปรากฏว่านางสาวพะเยาว์มิได้อยู่ในพระราชอาณาจักร แต่ไปอยู่ ณ ต่างประเทศเสียแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยผู้เป็นทายาทของผู้ค้ำประกันได้เลยตามนัยแห่งมาตรา 688ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยไปตามสิทธิของโจทก์อันมีอยู่ตามกฎหมายแล้วก็ไม่อาจถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตที่จำเลยฎีกาด้วยว่าโจทก์จะต้องทวงถามให้จำเลยชำระหนี้เสียก่อนแล้วจึงจะนำคดีมาฟ้องได้

การที่มาฟ้องจำเลยโดยจำเลยไม่ได้รับหนังสือทวงถามเป็นการที่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น ข้อนี้ได้ความว่าพนักงานอัยการซึ่งเป็นทนายว่าต่างให้โจทก์ก็ได้มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยแล้ว แต่เผอิญหนังสือไปหายเสียในระหว่างการจัดส่งของกรมไปรษณีย์ฯ จำเลยจึงไม่ได้รับ อย่างไรก็ดีศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อนางสาวพะเยาว์ลูกหนี้ของโจทก์ผิดนัดแล้วโจทก์ก็ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกและทายาทของนายดิเรกผู้ค้ำประกันได้โดยไม่จำต้องทวงถามจำเลยก่อน ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 2330/2521ระหว่างกรมสรรพากร โจทก์ ม.ล.ปี หรือนายปีย์ มาลากุล จำเลย จำเลยจะหาว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหาได้ไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4ยังไม่ได้รับส่วนแบ่งมรดกของนายดิเรก

ทั้งยังมีทายาทอื่น ๆ ที่จะได้รับส่วนแบ่งมรดกของนายดิเรกอีกด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นั้นเห็นว่า เจ้าหนี้กองมรดกจะบังคับสิทธิเรียกร้องต่อทายาทคนใดก็ได้ตามมาตรา 1737 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และที่อ้างว่ายังไม่ได้รับส่วนแบ่งมรดกนั้นก็ไม่เป็นเหตุที่จะขัดขวางโจทก์ในการที่จะฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เพราะถ้าเป็นความจริงดังที่อ้างก็เป็นกรณีตามมาตรา 1601ซึ่งต้องไปว่ากล่าวในชั้นบังคับคดีประเด็นที่ 4 จำเลยฎีกาว่า ถ้าจำเลยทั้งสี่จะต้องรับผิดแม้กระทั่งทุนซึ่งมิได้รับจากทางราชการ รวมทั้งเบี้ยปรับเต็มจำนวนตามคำพิพากษาของศาลล่างแล้ว จำเลยแม่ลูกก็อยู่ในฐานะหมดเนื้อหมดตัว ปัจจุบันนี้จำเลยก็ต้องอาศัยความช่วยเหลือเกื้อกูลของญาตินายดิเรกอยู่แล้ว

จำเลยเคยขอความกรุณาโจทก์ให้ลดเบี้ยปรับหรือให้ผ่อนชำระ แต่โจทก์ก็ไม่ยินยอม ขอให้ศาลฎีกาลดจำนวนเบี้ยปรับให้จำเลยด้วย ฎีกาข้อนี้โจทก์แก้ฎีกาว่าจำเลยมิได้ยกเป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์และการที่นางสาวพะเยาว์ไปศึกษามาแล้วไม่ปฏิบัติราชการให้โจทก์เช่นนี้ทำให้โครงการการศึกษาแผนกพยาบาลศึกษาของโจทก์เสียหาย เบี้ยปรับที่โจทก์จะได้มาก็ยังไม่พอแก่ความเสียหายศาลฎีกาเห็นว่า แม้ในชั้นอุทธรณ์จำเลยจะมิได้ยกเรื่องขอลดเบี้ยปรับขึ้นว่ามาด้วยเพิ่งมายกขึ้นในชั้นฎีกาก็ตาม แต่เรื่องเบี้ยปรับนี้ถ้าศาลเห็นว่าสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้อยู่แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ศาลฎีกาจึงมีอำนาจวินิจฉัยปัญหานี้ดังแบบอย่างคำพิพากษาฎีกาที่ 813/2491 ระหว่างนายผัน

มงคล โจทก์ นายบัญหยีธัญญะกิจ จำเลย และคำพิพากษาฎีกาที่ 1197/2504 ระหว่างนายกวี หะทัยธรรม โจทก์ นายพล สนิทวงศ์ ณ อยุธยา กับพวก จำเลย และเมื่อได้พิจารณาถึงทางได้ทางเสียของโจทก์และจำเลยแล้ว เห็นว่ากรณีที่จำเลยจะต้องชดใช้เงินให้แก่โจทก์โดยผู้อื่นเป็นต้นเหตุเช่นนี้ การคิดเอาเบี้ยปรับอีกเท่าหนึ่งของจำนวนเงินทุนองค์การอนามัยโลกที่จะต้องชดใช้คืนนั้นเป็นจำนวนที่สูงเกินส่วน สมควรลดเบี้ยปรับเฉพาะส่วนนี้ลงกึ่งหนึ่ง เหลือ7,368.60 เหรียญสหรัฐ รวมกับเงินทุนที่ต้องชดใช้คืน 14,737.21 เหรียญเป็น 22,105.81 เหรียญ คิดเป็นเงินไทยในอัตรา 1 เหรียญสหรัฐเท่ากับ20 บาท ตามที่โจทก์กล่าวในฟ้องเป็นจำนวน 442,116.20 บาท รวมกับเงินเดือนที่ต้องใช้คืนพร้อมด้วยเบี้ยปรับ 63,774.38 บาท แล้วรวมเป็นเงินทั้งสิ้นที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ 505,890.58 บาทพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 505,890.58 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยของเงินจำนวนดังกล่าวในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้นี้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประทีป ชุ่มวัฒนะ · สมบัติ วังตาล · ทวี กสิยพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3579/2536

จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติและความรับผิดตามสัญญาของข้าราชการที่ไปศึกษาหรืออบรม ณ ต่างประเทศ ที่จำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์ในการที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาต่อณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3347/2529

ปัญหาว่า โจทก์ผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้จำเลยที่ 1 ทำให้ผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 แม้สัญญาค้ำประกันจะมีข้อความให้ถือว่าจำเลยที่ 3 รู้เห็นยินยอมด้วยใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4204/2536

แม้มูลนิธิร็อกกี้เฟลเล่อร์ให้ทุนการศึกษาแก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ผ่านโจทก์และเป็นทุนที่ไม่มีเงื่อนไขผูกพันใด ๆ รวมทั้งไม่ใช่วัตถุประสงค์ของมูลนิธิที่จะให้จำเลยที่ 1 กลับมาปฏิบัติราชการชดใช้ทุนเป็นเวลา 2 เท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4041/2535

จำเลยทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาของข้าราชการที่ไปศึกษาหรือฝึกอบรม ณ ต่างประเทศที่ ย.ทำกับโจทก์ซึ่งข้อความในสัญญาที่ ย.ทำกับโจทก์มีว่าเมื่อย.เสร็จการศึกษาที่ย.ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาหรือถูกเรีย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2773/2522

จำเลยให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องว่า ขณะฟ้องคดีนี้อธิบดีกรมศิลปากรยังมีตัวดำรงตำแหน่งปฏิบัติราชการได้ พ. รองอธิบดีจึงไม่มีอำนาจฟ้องแทนกรมศิลปากร ดังนี้ ปัญหาว่ากรมศิลปากรมีรองอธิบดีกี่คนและปลัดกระทรวงไ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้