Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2372/2519

พ.ศ. 2519 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องได้ความแต่เพียงว่า จำเลยแจ้งแก่พนักงานสอบสวนอย่างหนึ่ง แล้วมาเบิกความต่อศาลอีกอย่างหนึ่ง เป็นการแตกต่างและขัดกัน ขอให้ลงโทษฐานแจ้งความเท็จหรือเบิกความเท็จ ดังนี้ เมื่อฟ้องมิได้ยืนยันข้อเท็จจริงว่าข้อความใดเป็นความเท็จ ฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 21/2519)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า ก. เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๑๖ เวลากลางวัน

จำเลยให้การเป็นพยานชั้นสอบสวนในคดีอาญาต่อพันตำรวจโทอำนวยซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนว่า เมื่อประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๑๖ วันใดจำไม่ได้ เวลาประมาณ ๘.๐๐ นาฬิกา ขณะที่จำเลยอยู่บ้านได้มีนายเย็นวิ่งหนีด้วยอาการตกใจมาที่บ้านและบอกพวกญาติพี่น้องว่าถูกนายชาญ ไม่ทราบนามสกุลคนบ้านเดียวกันใช้มีดวิ่งไล่ฟันนายเย็น นายเย็นจึงวิ่งหนีเข้ามาในบ้าน สาเหตุที่นายเย็นถูกไล่ฟันเพราะว่านายเย็นไปพังดินที่นายชาญกั้นทางเดินของน้ำจากเหมืองซอยชลประทาน เพื่อเอาน้ำเข้าสวนยาสูบของเขา เพราะนายเย็นไปเปิดให้ไหลเข้ามาในไร่ยาสูบของเขาก่อน นายชาญมาปิดกั้นเอาทีหลัง จากการกระทำของนายเย็นเป็นเหตุให้นายชาญไม่พอใจ จึงใช้มีดไล่ฟันนายเย็น แล้วนายเย็นขี่รถจักรยานยนต์ไปรายงานผู้ใหญ่บ้าน แต่ผู้ใหญ่บ้านไม่จัดการไกล่เกลี่ยหรือสอบสวนแต่อย่างใด

ต่อจากนั้นนายเย็นกับนายชาญก็ไม่ค่อยพูดจากัน แต่เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๑๖ เวลากลางวัน จำเลยเข้าเป็นพยานในชั้นศาล โดยสาบานตัวแล้วและเบิกความต่อศาลมณฑลทหารบกที่ ๔ (ศาลจังหวัดแพร่) ว่านายชาญกับนายเย็นไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน ซึ่งแตกต่างกับคำให้การชั้นสอบสวนในข้อสำคัญแห่งคดี ทั้งนี้ โดยในวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๑๖ เวลากลางวัน จำเลยได้บังอาจแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้บุคคลอื่นต้องได้รับโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และทำให้ประชาชนเสียหาย หรือมิฉะนั้นในวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๑๖ เวลากลางวัน จำเลยบังอาจเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล และข้อความอันเป็นเท็จเป็นข้อสำคัญแห่งคดี

ข. เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๑๖ เวลากลางวัน จำเลยซึ่งสาบานตัวแล้วได้บังอาจเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๖๖/๒๕๑๖ หมายเลขแดงที่ ๑๐๔/๒๕๑๖ ของศาลมณฑลทหารบกที่ ๔ (ศาลจังหวัดแพร่) ว่าไม่เคยให้การกับตำรวจว่าหลังจากนางม้อนหายเศร้าโศกแล้วได้บอกกับญาติพี่น้องว่าวันเกิดเหตุคนร้ายที่ยิงนายเย็นคือนายชาญ อันเป็นเท็จในข้อสำคัญแห่งคดี ความจริงจำเลยได้ให้การในข้อความดังกล่าวต่อพนักงานสอบสวนไว้แล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๓๗, ๑๗๒, ๑๗๔, ๑๗๗, ๑๘๑

จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานแล้ววินิจฉัยว่า ตามฟ้องข้อ ก. โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าความจริงนายชาญกับนายเย็นเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันหรือไม่ อันจะทำให้ถือได้ว่าที่จำเลยแจ้งความหรือเบิกความนั้นเป็นเท็จ ส่วนตามฟ้องข้อ ข. แม้จะเป็นความเท็จก็ไม่ใช่ข้อสำคัญแห่งคดี พิพากษายกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะตามฟ้องข้อ ก.

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องข้อ ๑ ก. มานั้น ได้ความแต่เพียงว่าจำเลยแจ้งแก่พนักงานสอบสวนอย่างหนึ่ง แล้วมาเบิกความต่อศาลอีกอย่างหนึ่ง อันเป็นการแตกต่างและขัดกัน ซึ่งเป็นความเท็จ แต่ฟ้องโจทก์ก็มิได้ยืนยันข้อเท็จจริงมาด้วยเลยว่าอันไหนเป็นเท็จ และอันไหนเป็นจริง หรือความจริงเป็นอย่างไร เมื่อโจทก์มิได้ยืนยันข้อเท็จจริงมาว่าข้อความใดเป็นความเท็จเช่นนี้แล้ว จำเลยก็ย่อมต่อสู้คดีไม่ถูก ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่จึงเห็นว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘(๕)

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ยิ่งศักดิ์ กฤษณจินดา · สมคิด มงคลชาติ · ขจร หะวานนท์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดแพร่ - นายศรีภูมิ สุวรรณโรจน์
ศาลอุทธรณ์ - นายประพันธ์ พยัคฆบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้