Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2351/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ที่พนักงานสอบสวนแจ้งเป็นข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในชั้นสอบสวนมีองค์ประกอบครอบคลุมความผิดตาม ป.อ. มาตรา 282 วรรคแรกอยู่แล้ว ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาดังกล่าวจึงถือได้ว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาตาม ป.อ. มาตรา 282 วรรคแรกด้วยแล้ว จึงมีการสอบสวนความผิดฐานนี้โดยชอบเป็นผลให้พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในความผิดดังกล่าวในคดีนี้ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282, 83, 91 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง และวรรคห้า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282, 86, 83 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 3 ปี ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคท้าย ประกอบวรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตา 282 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คนละ 1 ปี จำเลยที่ 3 ลดมาตราส่วนโทษลงหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 เดือน โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่าตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจได้ไปที่ร้านอาหารโพธิ์พระยาปลาเผาที่เกิดเหตุของนายดำหริ และจับกุมจำเลยทั้งสี่กับหญิงสาวซึ่งเป็นคนต่างด้าวอีกหลายคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุไปสถานีตำรวจกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีแม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ข้อแรกว่า เจ้าหนักงานตำรวจและพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนตามเอกสารบันทึกการจับกุมและคำให้การผู้ต้องหาชั้นสอบสวน พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานนี้ เห็นว่าความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ที่พนักงานสอบสวนแจ้งเป็นข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในชั้นสอบสวนมีองค์ประกอบครอบคลุมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรกอยู่แล้ว ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาดังกล่าวจึงถือได้ว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรกด้วยแล้ว จึงมีการสอบสวนความผิดฐานนี้โดยชอบ เป็นผลให้พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในความผิดดังกล่าวในคดีนี้ได้ และเห็นว่าโจทก์ได้บรรยายในฟ้องด้วยว่า

เหตุคดีนี้เกิดที่ตำบลวังยาว อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ก็เป็นที่เข้าใจได้โดยทั่วไปแล้วว่าเหตุเกิดในประเทศไทย จึงไม่จำต้องบรรยายถ้อยคำว่า "และไม่ว่า การกระทำต่างๆ อันประกอบเป็นความผิดนั้นจะได้กระทำภายในหรือนอกราชอาณาจักร" ให้ครบถ้วนตามประราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง อีก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกชำนาญ สิบตำรวจเอกชาญวิทย์ และสิบตำรวจตรีเอนก เจ้าพนักงานตำรวจที่ร่วมวางแผนและจับกุมจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มาเบิกความในทำนองเดียวกันว่า เจ้าพนักงานตำรวจวางแผนให้สิบตำรวจเอกชาญวิทย์ สิบตำรวจตรีเอนก และพลตำรวจอุเทน ปลอมตัวเข้าไปซื้อบริการทางเพศในร้านอาหารโพธิ์พระยาปลาเผาที่เกิดเหตุ สิบตำรวจเอกชาญวิทย์และสิบตำรวจตรีเอนกเบิกความทำนองเดียวกันว่า พยานทั้งสองกับพลตำรวจอุเทนเข้าไปนั่งที่โต๊ะอาหารในร้านเกิดเหตุ จำเลยที่ 4 นำเบียร์และน้ำแข็งมาให้แล้วถามว่าต้องการหญิงบริการหรือไม่ แล้วพาหญิงสาว 2 คนมานั่งที่โต๊ะของพยานทั้งสองกับพวก

สิบตำรวจเอกชาญวิทย์แสดงอาการไม่ถูกใจ จำเลยที่ 4 ไปหาจำเลยที่ 3 ที่นั่งอยู่โต๊ะใกล้ๆ จำเลยที่ 3 พาหญิงสาว 3 คนมานั่งแทนหญิงสาว 2 คนเดิมที่ลุกออกไป เมื่อพยานทั้งสองกับพวกยังแสดงอาการว่าไม่พอใจอยู่อีก จำเลยที่ 3 จึงลุกไปหาจำเลยที่ 2 ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ จำเลยที่ 2 พาหญิงสาวอีก 3 คนมานั่งแทนหญิงสาว 3 คนเดิมที่ลุกออกไปอีก จำเลยที่ 2 แจ้งว่าค้างคืนคิดค่าบริการ 1,500 บาท ค่าบริการชั่วคราว 400 บาท สิบตำรวจตรีเอนกเลือกนางสาวฝน พลตำรวจอุเทนเลือกนางสาวอิ๋ว สิบตำรวจเอกชาญวิทย์ได้มอบธนบัตรฉบับละ 500 บาท 2 ฉบับ ที่ได้ถ่ายสำเนาและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานก่อนแล้วให้จำเลยที่ 2 ที่นำไปให้จำเลยที่ 1 ซึ่งนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์

จำเลยที่ 1 มอบเงิน 200 บาท ให้จำเลยที่ 2 นำมาทอนคืนให้กับสิบตำรวจเอกชาญวิทย์ จากนั้นนางสาวฝนกับนางสาวอิ๋วพาสิบตำรวจตรีเอนกและพลตำรวจอุเทนไปที่ห้องเล็กๆ ภายในมีเตียง ฟูก และโต๊ะเครื่องแป้งที่มีอยู่หลายห้องด้านหลังร้านเกิดเหตุ สิบตำรวจเอกชาญวิทย์เบิกความอีกว่า จากนั้นพยานไปเข้าห้องน้ำและใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่แจ้งให้ร้อยตำรวจเอกชำนาญกับพวกพากันเข้าตรวจค้นจับกุมจำเลยทั้งสี่กับหญิงสาว 8 ถึง 9 คน ในร้านเกิดเหตุ กับยึดได้ธนบัตรฉบับละ 500 บาท 2 ฉบับ ที่สิบตำรวจเอกชาญวิทย์มอบให้จำเลยที่ 2 ไปอยู่ในลิ้นชักโต๊ะแคชเชียร์ที่เคาน์เตอร์เป็นของกลางเห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามปากเป็นเจ้าพนักงานตำรวจไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มาก่อน

ได้เบิกความถึงการปฏิบัติหน้าที่ราชการของตนตามที่รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา ไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงเชื่อว่าเบิกความตามจริง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เบิกความว่า ได้เข้าทำงานในร้านเกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2544 ซึ่งเป็นวันก่อนเกิดเหตุถึง 2 วัน จึงน่าที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จะได้เห็นพฤติการณ์และรู้ได้ว่าหญิงสาวที่ถูกจับกุมในร้านเกิดเหตุพร้อมกันด้วยนั้นค้าประเวณี เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในวันเกิดเหตุตามที่พยานโจทก์เบิกความมาแล้วข้างต้นเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ได้รู้เห็นสนับสนุนการจัดหาเพื่อการค้าประเวณีของหญิงสาวเหล่านั้นในที่เกิดเหตุด้วย และที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาว่า

คดีนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องนายดำหริ เจ้าของร้านที่เกิดเหตุ และข้อเท็จจริงในทางพิจารณาฟังได้ว่า นายดำหริกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในความผิดตามมาตรา 9 ได้ เห็นว่า นายดำหริไม่ได้ถูกจับกุมดำเนินคดีด้วยจึงไม่จำต้องบรรยายฟ้องเกี่ยวกับนายดำหริในคำฟ้องคดีนี้และเนื่องจากการกระทำผิดตามมาตรา 9 เกลื่อนกลืนอยู่ในความผิดตามมาตรา 11 อยู่แล้ว ดังนั้น แม้โจทก์ไม่ได้ฟ้องนายดำหริมาด้วย ศาลก็ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในความผิดตามที่พิจารณาได้ความได้ มีปัญหาต่อไปว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 หรือไม่ เห็นว่า

การกระทำความผิดคดีนี้มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อายุเกิน 20 ปีบริบูรณ์ถือได้ว่ามีความรู้สึกผิดชอบดีแล้ว ได้กระทำความผิดไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่จะกระทบต่อสังคมโดยส่วนรวม จึงไม่มีเหตุอันควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้ ส่วนฎีกาข้ออื่นๆ ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยในคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์ · ธนัท วิรบุตร์ · พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้