Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2350/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้โจทก์จะมีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานที่สำคัญเพียงคนเดียว ซึ่งโดยปกติพยานเดี่ยว เช่นนี้จะมีน้ำหนักในการรับฟังน้อย แต่หาใช่ว่าจะรับฟังไม่ได้เลย หากโจทก์มี พยานหลักฐานอื่นที่ดีมาร่วมวินิจฉัยเข้าด้วยกันแล้วพยานเดี่ยว ดังกล่าวก็สามารถรับฟังได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 210จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคหนึ่ง, 83 จำคุกคนละ 3 ปีคำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปีจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ก็คือจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานที่สำคัญเพียงคนเดียวซึ่งโดยปกติแล้วพยานเดี่ยวเช่นนี้จะมีน้ำหนักในการรับฟังน้อยอยู่แล้วแต่หาใช่ว่าจะรับฟังไม่ได้เลย

ทั้งนี้หากโจทก์มีพยานหลักฐานอื่น ๆที่ดีมาร่วมวินิจฉัยเข้าด้วยกันแล้ว พยานเดี่ยวดังกล่าวก็สามารถรับฟังได้เช่นกัน ซึ่งผู้เสียหายได้เบิกความถึงมูลคดีโดยเริ่มตั้งแต่ผู้เสียหายมีอาชีพเป็นตัวแทนจำหน่ายสุราในประเทศและเป็นนายหน้าขายที่ดินด้วยเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองซึ่งไม่เคยรู้จักกับผู้เสียหายมาก่อนสามารถเข้ามาทำความรู้จักกับผู้เสียหายได้โดยอาศัยอาชีพของผู้เสียหายดังกล่าวนั่นก็คือจำเลยทั้งสองได้มาติดต่อซื้อสุราต่างประเทศจากผู้เสียหาย ผู้เสียหายได้แนะนำให้ไปซื้อที่ร้านอื่นเพราะผู้เสียหายไม่ได้จำหน่ายสุราต่างประเทศแล้ว จำเลยทั้งสองได้ถามผู้เสียหายว่ามีที่ดินไหมเพราะต้องการจะซื้อที่ดิน ผู้เสียหายบอกว่าพอจะช่วยหาที่ดินให้ได้

ต่อมาประมาณ 10 กว่าวัน จำเลยที่ 1 ได้โทรศัพท์มาสอบถามเรื่องที่ดินจึงพาจำเลยทั้งสองไปดูที่ดินที่จังหวัดอำนาจเจริญมีเนื้อที่ประมาณ 29 ไร่ ราคาไร่ละ 290,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 บอกว่าจะซื้อโดยไม่ต่อรองราคาแต่ต้องกลับไปบอกเถ้าแก่ของจำเลยที่ 1เสียก่อนเพราะเป็นคนซื้อ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้โทรศัพท์นัดซื้อที่ดินในวันที่ 26 กรกฎาคม 2537 เวลา 8 นาฬิกา ครั้นถึงวันนัดจำเลยทั้งสองได้มาที่บ้านผู้เสียหายแล้วพากันไปที่ร้านอาหารวังไผ่ เมื่อไปถึงพบชายคนหนึ่งซึ่งจำเลยที่ 1 บอกว่าเป็นผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ต่อมามีนายชาญซึ่งจำเลยที่ 1บอกว่าเป็นเถ้าแก่มานั่งสมทบ ขณะที่คุยกันนายชาญพูดว่านี่หรือนายหน้าขายที่ดินน้ำหน้าอย่างนี้จะมีเงินล้านถ้ามีจริงให้เอามาให้ดูแล้วจะให้เงิน 50,000 บาท เป็นเหตุผู้เสียหายกลับมารวบรวมเงินและทองรูปพรรณต่าง

ๆ เพื่อให้ได้ราคาหนึ่งล้านบาทแล้วกลับไปที่ร้านอาหารพบกับชายที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นผู้จัดการกับชายอีกคนหนึ่งไม่ทราบชื่อ ต่อมานายชาญได้เข้ามาสมทบอีก แล้วชายคนที่เป็นผู้จัดการได้ชวนผู้เสียหายเล่นการพนันกำถั่วโดยให้เป็นเจ้ามือและมีชายไม่ทราบชื่อเป็นคนสอนวิธีการเล่นและวิธีการโกงให้ด้วยโดยจำเลยทั้งสองทำเป็นว่าร่วมเล่นเป็นลูกค้าด้วย แต่ตกลงกับผู้เสียหายว่าเมื่อเล่นเสร็จแล้วผู้เสียหายได้เงินเท่าใดจะต้องแบ่งให้จำเลยทั้งสองด้วย ซึ่งตอนแรกผู้เสียหายแล่นได้เงินจากนายชาญหลายล้านบาท แต่ภายหลังกลับเสียให้นายชาญเป็นเงิน 12 ล้านบาท จึงเอาเงินและทองที่ไปหามาดังกล่าวตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้าย เอกสารหมาย จ.1 มอบให้นายชาญไปแล้วยังเป็นหนี้นายชาญอีกหนึ่งล้านบาทเศษ ซึ่งชายคนที่เป็นผู้จัดการบอกว่าอีก 1 สัปดาห์จะโทรศัพท์นัดให้ผู้เสียหายมาเล่นแก้มือใหม่ที่ร้านอาหารนี้ แต่ไม่มีการโทรศัพท์มานัดแต่อย่างใด

ผู้เสียหายจึงไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจเกี่ยวกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 นอกจากนั้นโจทก์ยังมีนายกุหลาบมาเบิกความยืนยันว่าเคยถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวงด้วยวิธีการเดียวกันนี้เหมือนกันเป็นเหตุให้ต้องเสียเงินในการเล่นพนันกำถั่วไปสี่แสนบาท ซึ่งได้แจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ไว้แล้วเช่นกันที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองมุกดาหารจากคำเบิกความของผู้เสียหายนายอนุชิตและนายกุหลาบ เป็นที่เห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องซึ่งกันและกันประกอบกับพยานโจทก์ทั้งสองต่างเบิกความมีลักษณะเป็นการเล่าเรื่องต่าง ๆไปตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น โดยที่ไม่มีผู้ใดรู้จักจำเลยทั้งสองมาก่อนและเป็นกรณีที่เกิดขึ้นในระยะเวลาต่อเนื่องใกล้ชิดอีกทั้งจำเลยทั้งสองไม่สามารถถามค้านพยานโจทก์ดังกล่าวเพื่อให้เห็นเป็นอย่างอื่นได้

ทำให้คดีโจทก์มีเหตุผลน่าเชื่อถือมากขึ้นจึงเชื่อได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยทั้งสองกับพวกอีก 3 คนรวม 5 คน ได้สมคบกันวางแผนหลอกลวงผู้เสียหายโดยอาศัยอาชีพของผู้เสียหายเป็นสื่อในการติดต่อเป็นเหตุให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้เสียหายอันเป็นการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงที่มีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป จำเลยทั้งสองจึงเป็นผู้กระทำความผิดฐานซ่องโจรตามฟ้อง การที่จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้คดีอ้างว่าทราบว่าผู้เสียหายเป็นนายหน้าซื้อขายที่ดิน จำเลยทั้งสองจึงไปพบผู้เสียหายที่บ้านเพื่อติดต่อขายที่ดินแล้วชวนไปเล่นการพนันนั้น เห็นว่าจำเลยทั้งสองไม่เคยรู้จักผู้เสียหายมาก่อน อีกทั้งเหตุที่ไปพบผู้เสียหายก็เพื่อติดต่อขายที่ดินแต่เหตุใดจำเลยทั้งสองจึงสามารถชวนผู้เสียหายไปเล่นการพนันได้ในวันเดียวกันจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบให้กระจ่างชัดประการต่อมาจำเลยทั้งสองอ้างว่าไม่เคยรู้จักคนที่เข้าร่วมเล่นด้วย ซึ่งมาจากกรุงเทพมหานครนั้น

เห็นว่าคนเหล่านั้นเมื่อไม่รู้จักกันเหตุใดจึงเข้าร่วมเล่นการพนันด้วยกันได้ เพียงเท่านี้เห็นได้ชัดว่าข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองไร้ซึ่งเหตุผลไม่สามรถรับฟังเพื่อนำมาหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พันธาวุธ ปาณิกบุตร · ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา · อำนวย หมวดเมือง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1207/2567

การจะเป็นความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรดังกล่าว หรือสมคบกันตั้งแต่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 125/2567

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ผู้กระทำต้องรู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 740/2566

แม้คําพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นจะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคําวินิจฉัยดังกล่าวที่ฟังข้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 514/2566

วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว และก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ศาลอาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมทั้งการเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่โดย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้