Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2346/2527

พ.ศ. 2527 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เอกสารใบแจ้งการย้ายที่อยู่ ท.ร.17 ของ ย. เป็นเอกสารซึ่ง ปลอมว่านายทะเบียนตำบลบ้านโฮ่งได้รับแจ้งย้ายออกของย. ว่าย้ายออกจากบ้านเลขที่ 190/7 หมู่ที่ 8 ในเขตอำเภอบ้านโฮ่ง ไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 4/8 ถนนประชาราษฎร์แขวงบางซื่อเท่านั้น มิได้มีข้อความที่เป็นการก่อให้เกิดสิทธิอย่างใดแก่ ย. ในตัวเอกสารนั้นใบรับคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนของ ย. ก็เป็นเพียงหลักฐานที่แสดงว่าเจ้าพนักงาน ได้รับคำขอของ ย. ไว้แล้วมิได้มีข้อความที่เป็นการก่อให้เกิดสิทธิอย่างใดแก่ ย.ในตัวเอกสารนั้นจึงถือไม่ได้ว่าเป็นเอกสารสิทธิ คงถือได้ว่าเป็นเอกสารราชการเท่านั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266,84. เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265,84 ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่1 ผู้มิได้ฎีกาด้วยได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำผิดฐานใช้ให้ผู้อื่นปลอมเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265,84 รวม 31 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี แต่เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ที่แก้ไขใหม่ ได้บัญญัติในเรื่องรวมโทษทุกกระทงสำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3ปีแต่ไม่เกิน10 ปีไว้ให้จำคุกทั้งสิ้นได้ไม่เกิน 20ปี ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลย และความผิดของจำเลยต้องด้วยมาตรา 91(2) จึงให้รวมโทษทั้ง 31 กระทงเป็นจำคุกจำเลย 20 ปี

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมคือ จำเลยที่ 2 ใช้ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการให้คนต่างด้าวคือนายยุกและนายประสานรวมทั้งบุคคลอื่นได้มีภูมิลำเนาปรากฏในทะเบียนสำมะโนครัวในราชอาณาจักรไทยเพื่อให้คนเหล่านั้นขอมีบัตรประจำตัวประชาชนได้ โดยจำเลยที่ 1 ได้ใช้ให้นายนิวัติทำการปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ โดยนายนิวัติร่วมกับนายสุทัศน์ได้ร่วมกันเขียนข้อความเท็จลงในใบแจ้งการย้ายที่อยู่ ท.ร.17 บัตรทะเบียนคนไทย ท.ร.15 และใบรับคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนจำนวน 49 ฉบับ แต่ที่เจ้าพนักงานตรวจพบมีเพียงใบแจ้งการย้ายที่อยู่ ท.ร.17 จำนวน 31 ฉบับ แจ้งย้ายบุคคลที่ได้รับคำสั่งมาจากจำเลยที่ 2รวม 49 คน ความจริงบุคคลเหล่านี้ไม่มีตัวและไม่มีชื่อที่อยู่จริงในตำบลบ้านโฮ่งอำเภอบ้านโฮ่ง แต่ได้ทำเป็นแจ้งย้ายบุคคลเหล่านั้นออกจากตำบลบ้านโฮ่ง

ไปยังที่ต่าง ๆ ในราชอาณาจักรไทย ทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ นอกจากนั้นจำเลยที่ 2 ได้มอบบัญชีรายชื่อบุคคลต่าง ๆ ที่ประสงค์จะมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทยให้แก่จำเลยที่ 1 รวม 33 ฉบับ แล้วจำเลยที่ 1 ได้ใช้นายนิวัติทำการปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการโดยร่วมกับนายสุทัศน์กรอกข้อความเท็จลงในใบแจ้งการย้ายที่อยู่ ท.ร.17 รวม 31 ฉบับเพื่อย้ายบุคคลต่าง ๆ รวม 49 คนซึ่งมิได้มีชื่อในทะเบียนบ้านที่ย้ายออกแต่กรอกข้อความเท็จลงไปว่ามีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านนั้นแล้วแจ้งย้ายไปอยู่ที่ใหม่ เป็นการเสียหายแก่ราชการและจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นกำนันและนายทะเบียนตำบลบ้านโฮ่งร่วมกับนายสุทัศน์กระทำการปลอมใบแจ้งการย้ายที่อยู่ ท.ร.17 จำนวน 31 ฉบับดังกล่าว

หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 ได้มอบเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมเหล่านั้นให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วนำไปให้บุคคลอื่น 49คนทำการแจ้งย้ายไปอยู่ในที่ต่าง ๆ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266, 267, 268, 157, 83, 84,91จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 265, 266 ประกอบด้วยมาตรา 84 ลงโทษฐานปลอมเอกสารราชการตามมาตรา 265 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 30 กระทงเป็นจำคุก 60 ปี และลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการเกี่ยวกับนายยุกซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าวตามมาตรา 266 จำคุก 5 ปี อีกกระทงหนึ่ง รวมทั้งสิ้น 31 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 คนละ 65 ปี

ส่วนจำเลยที่ 3 ให้ยกฟ้องโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้ให้ทำการปลอมเอกสารแล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า เอกสารใบแจ้งการย้ายที่อยู่ ท.ร.17 ของนายยุกตามเอกสารหมาย จ.1 (22) และหมาย จ.22 (2) นั้น เป็นเอกสารซึ่งปลอมว่านายทะเบียนตำบลบ้านโฮ่งได้รับแจ้งย้ายออกของนายยุก แซ่ลี้ ว่าย้ายออกจากบ้านเลขที่ 190/7 หมู่ที่ 8 ในเขตอำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูนไปอยู่ยังบ้านเลขที่ 4/8 ถนนประชาราษฎร์ แขวงบางซื่อ เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เท่านั้น มิได้มีข้อความใดที่เป็นการก่อให้เกิดสิทธิอย่างใดแก่นายยุกในตัวเอกสารนั้นเลย ใบรับคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนของนายยุกตามเอกสารหมาย

จ.2(2)ก็เป็นเพียงหลักฐานที่แสดงว่าเจ้าพนักงานได้รับคำขอของนายยุกไว้แล้วเท่านั้นหาได้มีข้อความที่เป็นการก่อให้เกิดสิทธิอย่างใดแก่นายยุกในตัวเอกสารนั้นไม่จึงถือไม่ได้ว่าเป็นเอกสารสิทธิ คงถือได้ว่าเป็นเอกสารราชการอย่างหนึ่งเท่านั้นจำเลยที่ 2 คงมีความผิดฐานใช้ให้ผู้อื่นปลอมเอกสารราชการตามมาตรา 265เท่านั้น และปัญหาข้อกฎหมายดังว่านี้เป็นเหตุในลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 1จะไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ด้วยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213, 225พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 มีความผิดฐานใช้ให้ผู้อื่นปลอมเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 84 รวม 31 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี โดยที่ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6)

พ.ศ. 2526 มาตรา 4 ให้ยกเลิกมาตรา 91 แห่งประมวลกฎหมายอาญาเดิมและให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยบัญญัติในเรื่องรวมโทษทุกกระทงสำหรับกรณีความผิด กระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปีไว้ว่า เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกิน 20 ปี ดังนั้นจึงต้องใช้กฎหมายใหม่ส่วนที่เป็นคุณดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3 และโดยที่ความผิดกระทงที่หนักที่สุดของจำเลยคดีนี้ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 84 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ให้จำคุกไม่เกิน 5 ปี กรณีจึงต้องด้วยมาตรา 91(2) ที่แก้ไขใหม่ซึ่งจะรวมโทษจำคุกทั้งสิ้นได้ไม่เกิน 20 ปี จึงให้รวมโทษทั้ง 31 กระทงของจำเลยที่ 1ที่ 2 เป็นจำคุกคนละ 20 ปี ส่วนข้อหาฐานใช้ให้ผู้อื่นปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266, 84 ให้ยกเสีย นอกจากที่แก้นี้แล้วคงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทวี กสิยพงศ์ · ดุสิต วราโห · พิพัฒน์ จักรางกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้