Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2343/2527

พ.ศ. 2527 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์จะผ่านทางรถไฟ แม้ไม่มีป้ายสัญญาณ"หยุด" บอกไว้แต่ก็มีป้ายบอกเครื่องหมายว่ามีทางรถไฟข้างหน้าแสดงไว้ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ควรใช้ความระมัดระวังดูความปลอดภัยให้แน่เสียก่อน โดยชะลอความเร็วและหยุดรถมองซ้ายและขวาต่อเมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงขับต่อไป แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติดังกล่าวเมื่อรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับไปเกิดชนกับรถไฟขึ้น จำเลยที่ 1 จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ขับรถยนต์ มาด้วยความประมาทเลินเล่อ บริเวณที่เกิดเหตุมีอุบัติเหตุรถไฟกับรถยนต์ชนกันบ่อย ถึงแม้พระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ.2464 มาตรา73จะมิได้บังคับให้การรถไฟต้องทำประตูหรือขึงโซ่ หรือทำราวกั้นขวางถนนที่ตัดผ่านทางรถไฟทุกถนนก็ตาม แต่เมื่อ ถนนตัดผ่านในกรณีพิพาทเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับรถไฟบ่อยๆโจทก์ก็ควรจะทำเครื่องปิดกั้นถนนไว้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยยิ่งขึ้นแต่ก็มิได้กระทำ ถือได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้ โจทก์เองก็มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่ด้วย รถยนต์คันเกิดเหตุเป็นของจำเลยที่ 3 ขายให้แก่จำเลยที่ 2 โดยวิธีผ่อนชำระราคา โดยมีข้อตกลงให้จำเลยที่ 3ทำประกันภัยเกี่ยวกับรถยนต์คันนี้ ในการเสี่ยงภัยทุกประเภทโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกเงินเบี้ยประกันภัยในการเอาประกันภัยดังกล่าว ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อยังชำระราคาไม่หมด กรรมสิทธิ์ยังเป็นของจำเลยที่ 3 อยู่แต่จำเลยที่ 2 นำมาครอบครองและใช้สอยโดยให้จำเลยที่ 1ซึ่งเป็นลูกจ้างขับไปในทางการที่จ้างและเกิดเหตุขึ้นเมื่อจำเลยที่ 2 มิได้เป็นคู่สัญญาผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยกับจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำเลยที่ 4ก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จำเลยที่ ๔ เป็นผู้รับประกันภัยอุบัติเหตุรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์คันดังกล่าวชนรถไฟโจทก์เสียหายด้วยความประมาทเลินเล่อจึงขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิด ใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ให้การว่าจำเลยที่ ๑ มิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ เหตุเกิดเพราะความประมาทของพนักงานขับรถไฟของโจทก์ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๔ ไม่ได้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุจากจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ขับรถโดยประมาท ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์๑๖๖,๕๘๐.๑๖ พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ ๔ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในวงเงินไม่เกิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท โจทก์ จำเลยที่ ๒ และที่ ๔ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันใช้ค่าเสียหาย๑๕๑,๕๘๐.๙๖ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ ๔ เสีย โจทก์และจำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๒๑ เวลา ๖.๑๐ นาฬิกานายชุบ นิลจันทร์ พนักงานขับรถจักรของโจทก์ได้ขับรถจักรดีเซลคันเลขที่ ๓๐๑๘ลากจูงขบวนรถไฟโดยสารและสินค้าขบวนที่ ๓๔๖ จากสถานีรถไฟสุพรรณบุรี เพื่อไปยังสถานีรถไฟธนบุรี ขณะที่รถไฟขบวนนี้แล่นมาระหว่างสถานีรถไฟหนองฟักกับสถานีรถไฟกำแพงแสนมีถนนตัดผ่านทางรถไฟซึ่งไม่มีเครื่องปิดกั้น ขณะนั้นเป็นเวลา ๗.๒๖ นาฬิกา ได้มีรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน

น.ฐ. ๒๖๙๒๗ซึ่งจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ขับขี่ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นนายจ้าง และขับมาตามถนนชนหัวรถจักรของขบวนรถไฟทางด้านซ้ายเป็นเหตุให้หัวรถจักรและตู้พ่วงอีก ๓ หลังของขบวนรถไฟตกรางไปทางด้านขวาได้รับความเสียหายปัญหาวินิจฉัยข้อแรกมีว่า ฝ่ายใดเป็นฝ่ายกระทำประมาท และจะต้องรับผิดจากผลแห่งความประมาทนั้นมากน้อยเพียงใด และวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าการที่จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์จะผ่านทางรถไฟตรงที่เกิดเหตุนั้น แม้ไม่มีป้ายสัญญาณ "หยุด" บอกแสดงไว้ แต่ก็มีป้ายบอกเครื่องหมายว่ามีทางรถไฟข้างหน้าแสดงไว้ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ก็ควรใช้ความระมัดระวังดูความปลอดภัยให้แน่นอนเสียก่อน โดยชะลอความเร็วและหยุดมองซ้ายและขวา ต่อมาเมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงขับต่อไป แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้ปฏิบัติดังกล่าว และได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีพิธี

กาญจสถิตย์ พยานจำเลยประกอบกับภาพถ่ายหมาย ล.๓ ว่า มีรอยเบรกเป็นทางยาวตรงที่เกิดเหตุ แสดงว่าจำเลยที่ ๑ ขับรถมาด้วยความเร็วและเบรกยางกะทันหันเมื่อใกล้จะถึงจุดที่ชนกัน ฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ มิได้ชะลอความเร็วและหยุดรถเพื่อใช้ความระมัดระวังดูความปลอดภัยเสียก่อน อันเป็นความประมาทของจำเลยที่ ๑ ส่วนทางฝ่ายโจทก์นั้นปรากฏตามภาพถ่ายหมาย ล.๘ และคำเบิกความของพันตำรวจตรีพิธี กาญจสถิตย์พยานจำเลยและเป็นผู้สอบสวนเกี่ยวแก่เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ว่า ป้ายเครื่องหมายให้รถหยุดบริเวณที่เกิดเหตุไม่มี เพิ่งมีป้ายมาติดครบหลังจากเกิดเหตุแล้ว บริเวณที่เกิดเหตุมีอุบัติเหตุรถไฟกับรถยนต์ชนกันบ่อย ถึงแม้พระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง

พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ มาตรา ๗๓ จะมิได้บังคับให้การรถไฟต้องทำประตู หรือขึงโซ่ หรือทำการกั้นขวางถนนที่ตัดผ่านทางรถไฟทุกถนนก็ตาม แต่เมื่อถนนตัดผ่านในกรณีพิพาทเกิดเหตุรถยนต์ชนกันบ่อย ๆเช่นนี้ โจทก์จึงควรจะทำเครื่องปิดกั้นถนนไว้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยยิ่งขึ้น แต่ก็มิได้กระทำ จึงเห็นได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้โจทก์เองก็มีส่วนประมาทอยู่ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองศาลวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดในผลแห่งความประมาทสองในสามส่วนนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยที่ ๔จะต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน น.ฐ. ๒๖๙๒๗ ที่เกิดเหตุนี้เป็นของจำเลยที่ ๓ ซึ่งขายให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยวิธีผ่อนชำระราคาปรากฏตามเอกสารหมาย

ล.๑ โดยมีข้อตกลงกันให้จำเลยที่ ๓ ทำประกันภัยเกี่ยวกับรถยนต์คันนี้ในการเสี่ยงภัยทุกประเภทโดยจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ออกเงินเบี้ยประกันภัย ในการเอาประกันภัยดังกล่าวนั้นเนื่องจากจำเลยที่ ๒ จะต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกเนื่องมาจากการใช้รถยนต์คันนี้ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.๑ ข้อ ๗ แล้วจำเลยที่ ๓จึงไปทำสัญญาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ ๔ ตามข้อตกลงดังกล่าว ปรากฏตามกรมธรรม์ประกันภัยไว้กับจำเลยที่ ๔ ตามข้อตกลงดังกล่าว ปรากฏตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.๑๐ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๒ ผู้ซื้อยังชำระราคาไม่หมด กรรมสิทธิ์ยังเป็นของจำเลยที่ ๓ แต่จำเลยที่ ๒ นำมาครอบครองและใช้สอยโดยให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างขับไปในทางการที่จ้างและเกิดเหตุนี้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ ๒ มิได้เป็นคู่สัญญาผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยกับจำเลยที่ ๔ เพียงแต่เป็นผู้ออกเงินเบี้ยประกันภัยเท่านั้น จำเลยที่ ๓ ต่างหากที่เป็นผู้เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ ๔ เมื่อจำเลยที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ ๔ ก็ไม่ต้องรับผิดด้วยดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน ๖๕,๐๓๗.๓๒ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นิยม ติวุตานนท์ · ศักดิ์ สนองชาติ · ม.ร.ว.ชัยวัฒน์ ชมพูนุท
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายเสริมพงษ์ วรยิ่งยง
ศาลอุทธรณ์ - นายธรรมสถิตย์ ธีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้