Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2338/2524

พ.ศ. 2524 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บริษัท อ. ทำสัญญากับโจทก์รวม 3 ฉบับโดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกันสัญญาทั้ง 3 ฉบับระหว่างโจทก์และบริษัท อ. มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการผลประโยชน์ตอบแทนซึ่งกันและกัน โดยบริษัท อ.ต้องการเก็บกำไรจากการซื้อหุ้นแต่บริษัทอ. ไม่มีเงินจึงขอเบิกเงินจากโจทก์ทำนองเบิกเงินเกินบัญชี เพื่อนำเงินไปซื้อหุ้นแต่ถ้าโจทก์จ่ายเงินให้บริษัท อ. ไปซื้อหุ้นด้วยตนเองแล้วโจทก์จะไม่มีหลักประกัน โจทก์จึงทำหน้าที่ซื้อหุ้นตามคำสั่งของบริษัท อ. เพื่อยึดใบหุ้นเป็นหลักประกันและตีราคามูลค่าหุ้นที่ยึดไว้เป็นหลักประกันเพียงร้อยละ75 ส่วนอีกร้อยละ 25 บริษัท อ. ต้องเอาเงินมาฝากเข้าบัญชีกับโจทก์ และถ้าหุ้นมีมูลค่าลดลงต่ำกว่าร้อยละ 75 บริษัท อ. ต้องเพิ่มเงินฝากเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 25 เพื่อให้โจทก์มีหลักประกันเต็มจำนวนร้อย ผลประโยชน์ที่โจทก์ได้รับตามสัญญาคือได้ดอกเบี้ยและค่าชักส่วนลด จากยอดเงินที่บริษัท อ.เป็นหนี้โจทก์ส่วนบริษัทอ. มีเงินเพียงร้อยละ 25 ก็สามารถซื้อหุ้นมีมูลค่าเต็มจำนวนร้อยเพื่อหวังเก็บกำไรได้ การที่โจทก์ซื้อหุ้นแทนบริษัท อ. นั้น. เป็นเพียงข้อตกลงส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัท อ. เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์เท่านั้นไม่อาจแยกออกเป็นเอกเทศได้ การที่โจทก์ฟ้องเรียกหนี้ที่บริษัท อ. เป็นหนี้ตามสัญญาดังกล่าว จึงไม่เข้าลักษณะเอกเทศสัญญาในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่เป็นสัญญาต่างตอบแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 ซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีอายุความ 10 ปีตามมาตรา 164 (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 8/2524)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2502 ธนาคารโจทก์ตกลงเปิดสินเชื่อโดยวิธีเบิกเงินเกินบัญชีในวงเงิน 250,000 เหรียญอเมริกันให้แก่บริษัท แอม - ยูเรเซีย อินเวสต์เมนท์ ฟันด์ ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศไลบีเรีย และมีสาขาในประเทศไทย จำเลยที่ 1เป็นผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท ได้ลงนามทำสัญญาตามเงื่อนไขต่าง ๆปรากฏตามท้ายฟ้องหมาย 3, 4, 5 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือค้ำประกันการเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวไว้กับธนาคารโจทก์ โดยยอมรับใช้แทนในฐานะลูกหนี้ร่วม และยอมให้ธนาคารโจทก์ผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ได้เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2505 จำเลยที่ 2 ทำหนังสือค้ำประกันบริษัทแอม - ยูเรเซียฯ และจำเลยที่ 1 สำหรับหนี้สินดังกล่าวต่อโจทก์ภายในวงเงิน 50,000 เหรียญอเมริกัน โดยยอมผูกพันตนเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 โจทก์และบริษัทแอม

- ยูเรเซียฯ ได้ปฏิบัติต่อกันตามสัญญาตลอดมาจนถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2506 ปรากฏว่าบริษัทแอม - ยูเรเซียฯยังเป็นหนี้ธนาคารโจทก์ 26,003 เหรียญอเมริกัน โจทก์ทวงถาม บริษัทแอม - ยูเรเซียฯ โดยจำเลยที่ 1 ได้นำเงินเข้าบัญชีชำระหนี้ธนาคารโจทก์เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2506 จำนวน 5,000 เหรียญอเมริกัน วันที่ 6กันยายน 2506 ชำระอีก 5,000 เหรียญอเมริกัน หลังจากนั้นไม่ชำระเลยคงค้างต้นเงินและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวม 28,234 เหรียญอเมริกันอัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญอเมริกันต่อ 21 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 592,914บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันใช้เงินจำนวน 592,914บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี ตามวิธีคิดดอกเบี้ยทบต้นของธนาคารและหักค่าส่วนลด

เศษ 1 ส่วน 8 ทุก 3 เดือน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 1 ให้การว่า ได้ลงนามในเอกสารท้ายฟ้องหมาย 3, 4, 5 จริงจำเลยมิได้ประกันหนี้ดังฟ้อง บริษัทแอม - ยูเรเซียฯ ไม่ได้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารโจทก์ โจทก์กระทำผิดหน้าที่ตามสัญญา หากบริษัทแอม -ยูเรเซียฯ จะต้องรับผิด ก็รับผิดในฐานะตัวการตัวแทน

โจทก์ฟ้องเกิน2 ปี ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เมื่อหนี้อันเป็นประธานขาดอายุความฟ้องร้อง จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันก็ไม่ต้องรับผิด การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลโดยเป็นการขัดต่อข้อตกลงตามเอกสารท้ายฟ้องหมาย 5ซึ่งบังคับให้ฟ้องที่ศาลประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลโดยเป็นการขัดต่อข้อตกลงในเอกสารท้ายฟ้องหมาย 5 จำเลยค้ำประกันเฉพาะนายวิลลิส เอช. เบิร์ดและหรือบริษัทอเมอเรเซียอินเวสต์เมนท์ ทรัส จำกัด ไม่ได้ค้ำประกันนายวิลลิส เอช. เบิร์ดและหรือบริษัทแอม - ยูเรเซียฯ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ได้ 1 ปาก แล้วสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยวินิจฉัยว่า

โจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลไทยขัดต่อข้อตกลงตามเอกสารหมาย 5 ข้อ 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่และวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมบริษัทแอม - ยูเรเซียฯ เป็นลูกหนี้โจทก์โดยเบิกเงินเกินบัญชี จำนวน14,018.55 เหรียญอเมริกัน จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวด้วยจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความเพราะเป็นเรื่องบัญชีเดินสะพัด ไม่ใช่เรื่องตัวการตัวแทน พิพากษาให้จำเลยที่ 1ชำระเงินจำนวน 14,018.55 เหรียญอเมริกัน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ6 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2506 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

หากจำเลยที่ 1 จะชำระเป็นเงินไทยให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ชำระโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ตามเอกสารหมาย จ.3, จ.4 และจ.5 (ตรงกับเอกสารท้ายฟ้องหมาย 3, 4, 5 ตามลำดับ) ซึ่งจำเลยที่ 1ได้ลงชื่อไว้เป็นสำคัญ นั้น เอกสารหมาย จ.3 ข้อ 1 ระบุว่า โจทก์ให้บริษัทแอม - ยูเรเซียฯ เบิกเงินเกินบัญชีได้เพื่อเป็นทุนซื้อหุ้นชั้นหนึ่งของอเมริกา ซึ่งมีการขานราคาไว้ในตลาดหุ้นแห่งนิวยอร์ค ข้อ 2 ระบุว่า ในการเบิกเงินเกินบัญชีรายนี้จะต้องมีการค้ำประกันโดยใช้หลักทรัพย์ทั้งหลายซึ่งโจทก์ซื้อไว้เพื่อบัญชีของบริษัทแอม

- ยูเรเซียฯ บริษัทแอม - ยูเรเซียฯ จะต้องมีเงินอยู่ในบัญชีเสมอไปเป็นจำนวน (ร้อยละ 25) ซึ่งสัมพันธ์กับร้อยละ 75 ของมูลค่าแห่งหลักทรัพย์ที่ได้นำฝากไว้กับโจทก์ในนามของบริษัทหากมูลค่าดังกล่าวเกิดลดลง บริษัทจะต้องส่งเงินให้โจทก์ทันทีที่โจทก์เรียกร้อง เป็นจำนวนเท่าที่จำเป็นจะทำให้โจทก์มีจำนวนเผื่อเหลือเผื่อขาดอยู่ร้อยละ 25 เสมอไป ข้อ 3 ระบุว่าเรื่องดอกเบี้ยร้อยละ 5 ครึ่งต่อปี (ต่อมาเปลี่ยนเป็นร้อยละ 6) และค่าชักส่วนลดร้อยละ เศษ 1 ส่วน 8 ของยอดลูกหนี้จำนวนสูงสุดทุก ๆ 3 เดือน เอกสารหมาย จ.4 ว่าด้วยเรื่องหลักประกันและการโอนสิทธิ เอกสารหมาย จ.5 ข้อ 1, 2, 5 และ 9 ระบุว่า โจทก์จะทำการปิดบัญชีทุก ๆ ระยะ 3 เดือน 6 เดือน หรือเมื่อครบรอบปี โดยจะทำการคิดดอกเบี้ยให้ตามที่ตกลงกันเอาไว้

หากจะมีกรณีคัดค้านหรือแสดงความไม่เห็นชอบกับงบดุลหรือรายการเงินฝากแต่ละยอดบัญชี เจ้าของบัญชีจะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบภายในเวลาไม่เกิน 4 สัปดาห์ โจทก์ทรงไว้ซึ่งสิทธิทุกเวลาหรือตามแต่จะเห็นสมควรในอันที่จะเห็นสมควรในอันที่จะบอกเลิกการติดต่อทางธุรกิจกับลูกค้า หรือปฏิเสธการให้สินเชื่อและเรียกร้องให้ใช้เงินคืนกับโจทก์ทันที โจทก์ทรงไว้ซึ่งอำนาจในการที่จะหักบัญชีและเรียกเก็บเงินต้นและดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามที่จะเห็นสมควร ฯลฯปัญหามีว่า สัญญาระหว่างโจทก์และบริษัทแอม - ยูเรเซียฯตามเอกสารหมาย จ.3, จ.4 และ จ.5 เป็นสัญญาตัวการตัวแทนโดยโจทก์เป็นตัวแทนทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลกิจการของบริษัทแอม - ยูเรเซียฯ ในการซื้อขายหุ้นดังจำเลยที่ 1 ฎีกาหรือไม่ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า

วัตถุประสงค์ในการที่โจทก์และบริษัทแอม - ยูเรเซียฯ ทำสัญญาเอกสารหมาย จ.3, จ.4,จ.5 ก็โดยทั้งสองฝ่ายต้องการผลประโยชน์ตอบแทนซึ่งกันและกันกล่าวคือ บริษัทต้องการเก็งกำไรจากการซื้อหุ้นชั้นหนึ่งของอเมริกาซึ่งมีการขานราคาไว้ในตลาดค้าหุ้นแห่งนิวยอร์ค แต่บริษัทไม่มีเงินจึงขอเบิกเงินจากโจทก์ทำนองเบิกเงินเกินบัญชีในสัญญาบัญชีเดินสะพัดเพื่อนำเงินไปซื้อหุ้น แต่ถ้าโจทก์จ่ายเงินให้บริษัทไปซื้อหุ้นด้วยตนเองแล้ว โจทก์จะไม่มีหลักประกัน โจทก์จึงทำหน้าที่ซื้อหุ้นเสียเองตามคำสั่งของบริษัท เพื่อจะยึดใบหุ้นนั้นเป็นหลักประกัน เมื่อซื้อหุ้นแล้ว หุ้นมีมูลค่าสูงขึ้น โจทก์ก็ไม่เสียหายแต่ถ้าหุ้นมีมูลค่าลดลงโจทก์ย่อมเสียหาย โจทก์จึงตีราคามูลค่าของหุ้นไว้เพียงร้อยละ 75 ส่วนอีกร้อยละ 25 บริษัทต้องเอาเงินมาฝากในบัญชีกับโจทก์เป็นการเผื่อเหลือเผื่อขาดให้โจทก์มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเต็มจำนวนร้อย

ผลประโยชน์ที่บริษัทได้รับก็คือมีเงินเพียงร้อยละ 25 ของมูลค่าหุ้นที่จะซื้อ ก็สามารถที่จะซื้อหุ้นมีมูลค่าเต็มจำนวนร้อยเพื่อหวังเก็งกำไรได้ ส่วนโจทก์ได้รับผลประโยชน์ คือ ได้ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ครึ่งต่อปี (ต่อมาเปลี่ยนเป็นร้อยละ 6) และค่าชักส่วนลดร้อยละ เศษ 1 ส่วน 8จากยอดเงินที่บริษัทเป็นหนี้ แม้การที่โจทก์ซื้อหุ้นแทนบริษัทจะมีลักษณะเป็นตัวการตัวแทน แต่ก็เป็นเพียงข้อตกลงส่วนหนึ่งของสัญญาตามเอกสารหมาย จ.3 จ.4 และ จ.5 ระหว่างโจทก์และบริษัท เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์เท่านั้น ไม่อาจแบ่งแยกออกเป็นเอกเทศได้ ดังนั้นการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่โจทก์เป็นตัวแทนทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลกิจการของบริษัทแอม

- ยูเรเซียฯในการซื้อขายหุ้นดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาโต้แย้ง และไม่เข้าลักษณะเอกเทศสัญญาในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่เป็นสัญญาต่างตอบแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 369 ซึ่งมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 ศาลฎีกาเห็นด้วยในผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ว่า คดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชลูตม์ สวัสดิทัต · วัฒน์ ผดุงจิตร · บรรเทอง ภู่กฤษณา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้