Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 230/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเพราะจำเลยรังวัดแบ่งแยกหน้า ที่ดิน กว้าง ไม่ถึง 52 เมตร ซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งสัญญาตามโครงการที่โจทก์วางไว้ จำเลยให้การว่าฝ่ายโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาก็ตาม การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญานั้นก็เป็นการวินิจฉัยตามคำฟ้องของโจทก์และข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่าฝ่ายใดผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามฟ้องนั่นเองหาใช่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นไม่.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2528 โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โดยจำเลยตกลงแบ่งขายที่ดินโฉนดเลขที่87712 แขวงคลองกุ่ม เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์ 3 ไร่ ราคา3,000,000 บาท โจทก์ได้วางเงินมัดจำให้จำเลย 500,000 บาท เงินที่เหลือตกลงชำระกันภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาพร้อมทั้งจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยจะต้องดำเนินการแบ่งแยกโฉนดให้โจทก์ โดยมีเนื้อที่ดินไม่ต่ำกว่า 3 ไร่ และมีหน้าที่ดินกว้างไม่ต่ำกว่า 52เมตร ตามแนวถนนทางเข้าวัดนวลจันทร์จากด้านทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งสัญญาตามโครงการที่โจทก์วางไว้และแจ้งให้จำเลยทราบแล้ว และให้มีความลึกลงไปทางทิศเหนือตลอดแนวเขตที่ดินเป็นรูปสี่เหลี่ยนผืนผ้า

หากโจทก์ผิดนัดไม่ยอมซื้อ ยอมให้จำเลยริบมัดจำและสัญญาเป็นอันยกเลิก ถ้าจำเลยผิดสัญญายอมให้โจทก์ปรับเป็นเงิน 1,000,000 บาท รายละเอียดปรากฏตามภาพถ่ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินท้ายฟ้อง แต่จำเลยจงใจผิดสัญญา โดยให้เจ้าพนักงานรังวัดแบ่งแยก โฉนดมีหน้าที่ดินกว้างไม่ถึง 52 เมตร ในวันที่ 6 กันยายน2528 ซึ่งเป็นวันนัดชำระเงินและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์แจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา จำเลยไม่ปฏิบัติตามโจทก์จึงไม่รับซื้อและไม่ชำระเงิน โดยถือว่าจำเลยผิดสัญญา จำเลยต้องคืนเงินมัดจำและชำระค่าปรับแก่โจทก์รวมเป็นเงิน 1,500,000 บาท ขอให้จำเลยชำระเงิน1,500,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยจำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ตามฟ้องจริง

ต่อมาจำเลยได้ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินส่วนที่จะขายให้โจทก์ออกเป็นสัดส่วนแล้วโดยมีหน้าที่ดินกว้างไม่ต่ำกว่า 52 เมตร ได้เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 28 ตารางวา ตามโฉนดเลขที่ 172975 ครั้นวันที่6 กันยายน 2528 โจทก์แจ้งใหเ้จำเลยไปพบกันที่สำนักงานที่ดิน แล้วอ้างว่าโจทก์ได้ว่าจ้างบริษัทไทยดีซีไอ จำกัด ตรวจสอบวัดหน้าที่ดินได้ไม่ถึง 52 เมตร จึงไม่ซื้อ จำเลยแจ้งให้โจทก์หรือตัวแทนไปตรวจสอบด้านหน้าที่ดินร่วมกันในวันที่ 9 กันยายน 2528 อันเป็นวันครบกำหนดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญา แต่โจทก์ไม่ไปที่สำนักงานที่ดินหรือติดต่อกับจำเลย หากหน้าที่ดินกว้างไม่ครบ 52 เมตร จำเลยก็จะทำการรังวัดให้ได้ครบถ้วน เพราะที่ดินขาดหรือล้ำจำนวนเพียงเล็กน้อยจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทุกแปลงหลังจากแบ่งแยก

ถ้าโจทก์ชำระราคาจำเลยก็สามารถยื่นคำร้องขอรังวัดหรือจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ส่วนที่อ้างว่าไม่ครบให้โจทก์ได้ทันตามกำหนดระยะเวลา โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะมีเจตนาจะซื้อที่ดินเพียง 3 ไร่ แต่จำเลยรังวัดแบ่งแยกเกินเจตนาทำให้โจทก์ต้องจ่ายเงินเพิ่มคิดเป็นเงิน 750,000 บาท ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อโจทก์ จำเลยไม่ต้องคืนเงินมัดจำและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยได้ปฏิบัติผิดสัญญาจะซื้อขายหรือไม่เพียงประเด็นเดียว และศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เพียงแต่วินิจฉัยว่าหาใช่จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่โอนที่ดินจะซื้อขายให้แก่โจทก์ไม่

การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นนั้น เห็นว่าตามฟ้องของโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเพราะหน้าที่ดินกว้างไม่ถึง 52 เมตร ซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งสัญญาตามโครงการที่โจทก์วางไว้

จำเลยให้การว่าฝ่ายโจทก์ผิดสัญญา ดังนั้นประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้และวินิจฉัยมาตลอดจนที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น จึงเป็นการวินิจฉัยตามคำฟ้องของโจทก์และข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่าฝ่ายใดผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามฟ้องนั่นเอง หาใช่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักและไม่มีเหตุผลให้ฟังได้แน่ชัดว่าหน้าที่ดินที่จำเลยแบ่งแยกเพื่อขายให้โจทก์จะมีความกว้างไม่ถึง 52 เมตร ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโดยฝ่ายจำเลยมิได้ผิดสัญญานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บุญสิน ตุลากัน · พิชิต พรหมพิทักษ์กุล · สถิตย์ เล็งไธสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2765/2559

ตามคำฟ้องเป็นการกล่าวอ้างให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าการงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้วในฐานะที่จำเลยเป็นคู่สัญญากับโจทก์ ส่วนที่โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้รับจ้างบริหารจัดการเรือ อ. จากเจ้าของเรือทำสัญญาว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8645/2547

คดีมีประเด็นข้อพิพาท 4 ประเด็น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแพ้ในประเด็นที่ 1 ถึงที่ 3 และชนะในประเด็นที่ 4 จำเลยอุทธรณ์โดยบรรยายฟ้องอุทธรณ์เกี่ยวกับสามประเด็นที่แพ้ แต่มีคำขอท้ายอุทธรณ์เพียงขอให้ศาลอุทธร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7373/2547

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยโดยกลฉ้อฉลแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุดรธานีว่า บริษัท อ. ได้ประชุมคณะกรรมการบริษัทและประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2537 ที่ประชุมมีมติให้เปลี่ยนแป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4935/2541

โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยากัน จำเลยโอนขายส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 5519 ให้โจทก์ทั้งสองที่ดินที่จำเลยขายให้โจทก์ทั้งสองอยู่ด้านในที่ดินของป. มารดาโจทก์ที่ 1 โดย ป. ยอมให้โจทก์ทั้งสองเดินผ่านออกสู่ทา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4607/2540

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเข้าไปก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีต สิ่งปลูกสร้างและปลูกต้นไม้ในที่ดินโจทก์ ขอให้รื้อถอนออกไป จำเลยให้การว่าจำเลยมิได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยกระทำลงบนที่ดินของจำเลยที่ซื้อมา หลังจากซ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้